ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
หยิบเงินหยิบทอง - บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง


 



ตลาดหุ้นไทยวานนี้
          SET INDEX วานนี้กลับมาแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,470-1,480 จุด มูลค่าการซื้อขายเบาบาง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต่างรอฟังความเห็นของประธานเฟดในวันที่ 18 พ.ย. อีกทั้งเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากเอเชียเกิดใหม่ต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนระมัดระวัง ปิด ณ สิ้นวัน SET INDEX อยู่ที่ 1,473.85 จุด ลดลง 0.79 จุด มูลค่าการซื้อขายเพียง 51,298 ล้านบาท
ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 19 อีก 2,440 ล้านบาท Short สุทธิใน SET50 Index Futures อีกครั้ง 6,446 สัญญา และขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 6 เท่ากับ 10,815 ล้านบาท

ปัจจัยสำคัญวันนี้
          ดัชนีดอลลาร์ปิดยืนเหนือ 100 จุดเป็นวันที่ 3
          ประธานเฟดส่งสัญญาณพร้อมขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า
          การประกาศ GDP ใน 3Q59 ของไทยเช้าวันจันทร์ที่ 21 พ.ย.
          การประคุมครม.กับการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำ วันอังคารที่ 22 พ.ย.
          ติดตามการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

มุมมองต่อตลาดวันนี้: กลาง – Sideways (วันที่ 9)
          บรรยากาศการลงทุนวันสุดท้ายของสัปดาห์ เราประเมิน SET INDEX มีโอกาสทดสอบด่าน 1,460-1,465 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง หลังประธานเฟด Yellen ส่งสัญญาณพร้อมขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากว่าที่ประธานาธิบดี Trump เร่งการใช้จ่ายและทำให้งบประมาณขาดดุลในอัตราเร่ง ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเป็นวันที่ 3 สร้างแรงกดดันต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ
          สำหรับปัจจัยเด่นในสัปดาห์หน้า เราให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศ ทั้ง GDP ใน 3Q59 ณ ปัจจุบัน Bloomberg consensus คาด 3.4% yoy เทียบกับ 3.5% yoy ใน 2Q59 หากออกมาดีกว่าคาดย่อมเป็นการยืนยัน downside risk จำกัดของตลาดหุ้นไทย และการประชุมครม.วันอังคาร หากครม.พิจารณาและอนุมัติการขั้นค่าแรงขั้นต่ำตามที่ไตรภาคีเสนอ 5-10 บาท/วันใน 77 จังหวัดเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2560 จะเป็นบวกต่อ Domestic Play โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มค้าปลีกที่จะได้ปัจจัยบวกในระดับแรก
          กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำ “ทยอยสะสมหุ้นหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic Play” และเก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการปรับดัชนี MSCI Thailand และ MSCI Global Small Cap

Strategy of the Day
          1. เก็งกำไร TTA : ราคาปิด 9.60 บาท ราคาเหมาะสม 12.60 บาท
          a) MBKET คาดว่าหุ้น TTA จะ Outperform ตลาดได้ จาก Sentiment บวก หลังดัชนีค่าระวางเรือ BDI ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 11 ติดต่อกัน อีก 81 จุด ปิดที่ 1,231 จุด ทำระดับสูงสุดใหม่ของปี 2559 
          b) เชื่อว่าจะส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นต่อการฟื้นตัวของธุรกิจเรือเทกองในรอบนี้ เนื่องจากค่าระวางเรือ BDI ที่ 1,100– 1,200 จุด เป็นระดับคุ้มทุนของธุรกิจเรือเทกอง
          c) ซื้อขายที่ PBV2559 เพียง 0.8 เท่า และฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท หรือเทียบเท่า 6.59 บาทต่อหุ้น 

Fund Flow Analysis

Fund Flow in Emerging Markets
ขายสุทธิเป็นวันที่ 19 อีก US$180 ล้าน จากวันก่อนหน้าขายสุทธิ US$351 ล้าน           

Foreign Investors Action วานนี้
ต่างชาติลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 19 และในอัตราเร่งอีกครั้ง           
          นักลงทุนต่างชาติ ยังคงขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเป็นวันที่ 19 เร่งขึ้นเป็น 2,440 ล้านบาท รวม 19 วันทำการต่างชาติขายสุทธิ 31,828 ล้านบาท ส่งผลให้ YTD นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิลดลงเป็น 89,579 ล้านบาท 
          ด้าน SET50 Index futures นักลงทุนกลุ่มนี้กลับมา Short สุทธิอีกครั้ง 6,446 สัญญา เทียบกับ 2 วันทำการก่อนหน้า Long สุทธิ  11,938 สัญญา คาดว่าจะเป็นการกลับมาเปิดสถานะ Short อีกครั้ง ทำให้ QTD ใน 4Q59 นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะ Short สุทธิขยับขึ้นเป็น 29,400 สัญญา และทำให้ S50Z16 ปิดต่ำกว่า SET50 Index เป็นวันที่ 12 แคบลงเหลือ 0.23 จุด จากวันก่อนหน้า Discount เท่ากับ 5.88 จุด 
          และนักลงทุนกลุ่มนี้คงการขายสุทธิตลาดตราสารหนี้เป็นวันที่ 6 มากถึง 10,815 ล้านบาท รวม 6 วันทำการขายสุทธิ 69,331 ล้านบาท เทียบกับ 3 วันทำการก่อนหน้าซื้อสุทธิ 2,695 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ราคาพันธบัตรไทยเริ่มฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 10 วันทำการ ผ่านผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ลดลง 4.23bps จากวันก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 12.42bps ปิดที่ 2.575%

Short-Selling วานนี้ 
เท่ากับ 1,160 ล้านบาท จากวันก่อนหน้า 994 ล้านบาท ด้วยจำนวนหุ้น 81 หลักทรัพย์ จากวันก่อนหน้า 73 หลักทรัพย์           

NVDR Movement
NVDR ซื้อสุทธิเป็นวันแรกในรอบ 7 วันทำการ เน้นสะสมหุ้นที่เกี่ยวกับ MSCI Thailand
          การซื้อขายผ่าน NVDR วานนี้กลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง 282 ล้านบาท จาก 6 วันทำการก่อนน้าขายสุทธิ 5,391 ล้านบาท โดยกลับมาเน้นสะสมกลุ่มธนาคาร 299 ล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมี 261 ล้านบาทและกลุ่มไฟแนนซ์ 216 ล้านบาท แต่ลดน้ำหนัก กลุ่มอาหารต่อเนื่อง 425 ล้านบาท และกลุ่มอสังหาฯ 159 ล้านบาท

ประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจ – การเงินรายภูมิภาค

สหรัฐอเมริกา
          ประธานเฟดยืนยันอยู่จนครบเทอม: การให้ความเห็นของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสสรุปได้ดังนี้
          - ประธานเฟดยืนยันที่จะทำงานจนครบเทอมในเดือนม.ค. 2561 
          - การทำงานของเฟดจะมีความเป็นอิสระจากการเมือง
          - นอกจากนี้นโยบายการคลังที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการเร่งการใช้จ่ายงบประมาณย่อม เฟดก็พร้อมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย
          - ยืนยันการปฎิรูปกฎหมายดูแลและกำกับสถาบันการเงิน Dodd-Frank หลังจากเกิดวิกฤติการเงิน ถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม ไม่อยากให้มีการปรับเปลี่ยน (ถอยหลัง) ไปก่อนเกิดวิกฤติ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติทางการเงินในอนาคต 
          ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด: 
          - อัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 0.4% mom เท่ากับที่ Bloomberg consensus คาด แต่เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 0.3% mom โดยราคาน้ำมันและบ้าน เป็นตัวแปรผลักดันหลัก
          - ยอดก่อสร้างบ้านเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 25.5% mom สูงกว่า Bloomberg consensus คาด +10.7% mom และฟื้นตัวจากเดือนก่อนหน้า -9.5% mom เป็นระดับการขยายตัวที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2550 โดยการก่อสร้างบ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้น 8.4% mom
          - ยอดขอสวัสดิการว่างงานเท่ากับ 2.35 แสนตำแหน่ง ดีกว่า Bloomberg consensus คาด 2.57 แสนตำแหน่ง และสัปดาห์ก่อนหน้า 2.54 แสนตำแหน่ง 

ยุโรป
          EU อนุมัติให้วางงบประมาณขาดดุลได้มากขึ้นในปีหน้า: หลังการหารือระหว่างนักการเมืองและ European Commission อย่างต่อเนื่อง ได้ข้อสรุปให้สมาชิกอียูสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้นเป็น 1.344 แสนล้านยูโร จากเดิมวงเงิน 1.337 แสนล้านยูโร เพื่อคาดหวังว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และปัญหาผู้อพยพ โดยปัญหาผู้คนอพยพจะเริ่มเพิมมาตรการควบคุมตามชายแดนมากขึ้น 
          รมว.คลังเยอรมันประเมินโอกาสที่จะเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอียูจำกัด: รมว.คลังของเยอรมัน ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มการใช้จ่ายของประเทศสมาชิกในกลุ่มอียู เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจ้างงาน ภายใต้ระดับหนี้ที่สูงขึ้นในกลุ่ม 
          สมาชิกบอร์ด ECB ส่งสัญญาณมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่มาตรการถาวร: นาย Yves Mersch เป็นสมาชิก Executive Board ของ ECB ให้ความเห็นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกรณีพิเศษนี้ไม่ใช่มาตรการถาวร แต่จะต้องถอนเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ASAP) 

จีน
          สหรัฐฯ ต้องการต่อต้านการเข้าที่จีนเข้าซื้อกิจการในสหรัฐฯ: รายงานประจำปีของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลจีนได้ใช้รัฐวิสาหกิจของจีน เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการเข้าซื้อบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ คณะกรรมการของคองเกรสเสนอให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยและการเชื่อมโยงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดังนั้นรายงานฉบับนี้เสนอให้คองเกรสห้ามไม่ให้รัฐวิสาหกิจของจีนเข้าซื้อกิจการบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ 

เอเชียแปซิฟิก
          เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ใน 3Q59 ขยายตัวดีกว่าคาด: เติบโต 7.1% yoy ดีกว่า Bloomberg consensus คาด 6.7% yoy และเป็นระดับดีสุดในรอบ 3 ปี จากผลของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล US$1.60 แสนล้าน ช่วยสร้างการจ้างงาน ส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่มีสัดส่วน 70% ของ GDP ขยายตัว 7.3% yoy การใช้จ่ายภาครัฐ เพิ่มขึ้น 3.1% yoy และการลงทุน +20.0% yoy
          อินเดียคาดว่าจะต้องใช้เวลามากกว่า 6 เดือนในการเปลี่ยนธนบัตร: ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดีย ประเมินว่า การปรับเปลี่ยนธนบัตรใหม่อาจต้องใช้เวลาถึงเดือนพ.ค. 2560 หลังรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกธนบัตร 500 รูปี และ 1,000 รูปี ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งการใช้เวลาที่ยาวนานนี้กลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ เพราะ 98% ของการใช้จ่ายผู้บริโภคจะใช้เงินสด
          ธนาคารกลางอินโดนีเซียคงอัตราดอกเบี้ย: อัตราดอกเบี้ยนโยบาย RP7 วัน คงที่ 4.75% สอดคล้องกับที่ Bloomberg consensus คาด เนื่องจากความผันผวนในตลาดที่อยู่ในระดับสูง และการที่ตลาดคาดเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินรูเปียะให้อ่อนค่าลงราว 3.7% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารกลางต้องเข้าไปแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ

ไทย
          ไม่มี


โดย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 18 พ.ย. 2559
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 พ.ย. 2559 เวลา : 10:25:00

25-08-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ 6 มิถุนายน 2555