ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
บล.ไอร่า : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน ผันผวน คาดมีโอกาสปรับขึ้นตามตลาดต่างประเทศ (17/05/61)


 ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดวันนี้

  (+) ตลาดต่างประเทศ DJIA +62.52, NASDAQ +46.67, S&P +11.01, FTSE +11.22, CAC +14.38 และ DAX +26.29
ภายใต้ปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มค้าปลีก หลังผลประกอบการ – 1Q/61 ของเมซีส์ อิงค์ ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ แข็งแกร่งและดีกว่าคาด
  ขณะที่สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจ (+) การผลิตภาคอุตสาหกรรม - เม.ย เพิ่มขึ้น 0.7% ดีกว่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6% และ (-) ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้าน – เม.ย. ลดลง 3.7%MoM สู่ระดับ 1.287 ล้านยูนิต โดยได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนที่ดินในการสร้างบ้าน และการขาดแรงงานทักษะ
  ทางด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่กลับมามีความกังวล เกี่ยวกับความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี หลังเกาหลีเหนือตัดสินใจยกเลิกการประชุมระดับรัฐมนตรีกับเกาหลีใต้ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นวานนี้ (16/5/61) โดยอ้างถึงการซ้อมรบระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ที่ดำเนินไปในขณะนี้ พร้อมขู่ยกเลิกการประชุมสุดยอดระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นที่สิงคโปร์ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้
  ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป หลังเงินยูโรและเงินปอนด์อ่อนค่าลง ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มบริษัทส่งออก และยังได้รับปัจจัยหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงเบอร์เบอร์รี่ ผู้ผลิตสินค้าหรูรายใหญ่
  ราคาน้ำมันดิบ (NYMEX) ส่งมอบเดือน มิ.ย. +US$0.18 อยู่ที่ US$71.49 ต่อบาร์เรล หลัง EIA เปิดเผย สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ล่าสุด ลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 และยังได้รับปัจจัยหนุนจาก (1) สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะในฉนวนกาซา และ (2) ความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะคว่ำบาตรอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่าน คาดส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่านจำนวน 200,000 - 1,000,000 บาร์เรล/วัน
  ราคาทองคำ (COMEX) ส่งมอบเดือน มิ.ย. +US$1.2 อยู่ที่ US$1,291.5 ต่อออนซ์ ส่วนหนึ่งจากการเข้าซื้อเก็งกำไร หลังสัญญาทองคำปิด ลดลงติดต่อกันในช่วงก่อนหน้านี้
  (+) เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศสุทธิ +2,131 ล้านบาท ยอดสะสม -92,200 ล้านบาท (ปี’57 และ 58 ยอดขายสุทธิสะสม 36,173 ล้านบาท และ 154,346 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ปี’59 ซื้อสุทธิสะสม 77,927 ล้านบาท และปี’60 ขายสุทธิสะสม 25,755 ล้านบาท)

ประเด็นที่ต้องติดตาม 17 - 21 พ.ค. 61
17/5/61 สหรัฐฯ เปิดเผย
  (1) ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน
  (2) ดัชนีการผลิตเดือนพ.ค.
  

18/5/61 ไม่มีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ
21/5/61 สหรัฐฯ เปิดเผย
  (1) ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนเม.ย.

ทิศทางตลาด
  ผันผวน? คาดมีโอกาสปรับขึ้นตามตลาดต่างประเทศ แต่คาดยังอยู่ในกรอบจำกัด และคาดยังคงมีความผันผวน ภายใต้ปัจจัยเดิมจากต่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอนและคาดกดดันภาพรวมตลาด (1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี จากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนเงินกู้ยืมปรับเพิ่มขึ้น และคาดกดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้น  นอกจากนี้คาดการณ์ว่าเฟดอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากคาดหมายก่อนหน้า 3 ครั้ง เป็น 4 ครั้ง ซึ่งเฟดประชุมครั้งต่อไป 12 – 13/6/61 คาดสร้างความผันผวนจนถึงวันประชุม อย่างไรก็ตามคาดในครั้งนี้มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% และ (2) สถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี 
  ขณะที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง คาดยังส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน โดยคาดในระยะกลาง – ยาว ยังได้รับปัจจัยหนุนจากความเป็นไปได้ที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน จะมีการขยายระยะเวลาปรับลดการผลิตจากเดิมครบกำหนดปลายปีนี้
  ส่วนทางด้านประเด็นในประเทศ แนะติดตาม Fund Flow หลังมีความผันผวน แรงซื้อขายสุทธิสลับกันไป อย่างไรก็ตาม YTD ยังเป็นยอดขายสุทธิสะสมสูงกว่า 92,000 ล้านบาท พร้อมจับตาเงินบาท หากมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่า คาดเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่า Fund Flow ไหลออก
  ส่วนผลการประชุม กนง. วานนี้ มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% พร้อมมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการทั้งในและต่างประเทศ และดีกว่าความคาดหมายเดิมในการประชุมครั้งก่อน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นค่อยเป็นค่อยไปตามที่ประเมินไว้
  แนะติดตามทางด้านการเมือง โดยเฉพาะจากการยื่นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อาจส่งผลต่อ Road Map เลือกตั้งในเดือนก.พ.’ 62 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาด ในวันที่ 23/5/61 นี้
  อย่างไรก็ตามในระยะกลาง – ยาว ยังได้รับ Sentiment บวกจากโครงการ EEC ซึ่งปัจจุบันประกาศใช้เป็นกฎหมาย (พรบ.เขตพัฒนาพิเศษเศรษฐกิจ พ.ศ.2561) คาดส่งผลดีต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอกชน และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ภายใต้โครงการก่อสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน รวมถึงล่าสุด รมว.คมนาคม คาดในเดือนพ.ค. - มิ.ย.นี้ เสนอครม. เพื่อขออนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม มูลค่า 8.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาดว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ และงานเดินรถ จะรวมเป็นรูปแบบ PPP และเตรียมจะเสนอ ครม.ได้ประมาณ 3Q/61

และยังแนะจับตา
  (1) กลุ่มปิโตรเคมี ได้รับประโยชน์จากผลการดำเนินงานที่ยังคงแข็งแกร่ง เช่น IVL และ PTTGC เป็นต้น
  (2) กลุ่มพลังงาน ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น เช่น PTT, PTTEP, BANPU และ SPRC เป็นต้น
  (3) กลุ่มสื่อ ได้รับประโยชน์จากรายได้ค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นโดดเด่น เช่น MONO
  (4) กลุ่มท่องเที่ยว ได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เช่น CENTEL, ERW และ SPA เป็นต้น
  (5) กลุ่มขนส่ง ยังได้รับผลดีจากการท่องเที่ยว เช่น AOT และ PSL จากค่าระวางเรือ และ BTS จากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย
  (6) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จากโครงการ EEC ที่มีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ คาดได้รับประโยชน์จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอกชน และโครงการก่อสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน
  ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี +0.02 อยู่ที่ 3.10% (ระดับสูงสุด 3.77% เมื่อ กพ.’54)
  ดัชนีความเสี่ยง (VIX) -1.21 อยู่ที่ 13.42
  หุ้นแนะนำ : UNIQ


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 พ.ค. 2561 เวลา : 09:24:14

23-11-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 23, 2019, 2:18 am