ข่าว เบรกกิ้งนิวส์
บล.ไอร่า : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน Sideway คาดดัชนียังมีโอกาสปรับลดลง (25/05/61)


 ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดวันนี้

  (-) ตลาดต่างประเทศ DJIA -75.05, NASDAQ -1.53, S&P -5.53, FTSE -71.70, CAC -17.40 และ DAX -121.75
ภายใต้ปัจจัยกดดัน (1) ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ หลัง ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจยกเลิกการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12/6/61 ที่สิงคโปร์ และ (2) รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตราสูงถึง 25% เช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม ที่ผ่านมา
ขณะที่ยังได้รับปัจจัยลบจาก ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ (1) ยอดขายบ้านมือสอง – เม.ย. ลดลง 2.5%MoM อยู่ที่ 5.46 ล้านยูนิต ซึ่งสูงกว่าที่คาดว่าจะลดลงเพียง 0.2% และ (2) ผู้ยื่นของรับสวัสดิการว่างงาน ล่าสุด เพิ่มขึ้น 11,000 ราย อยู่ที่ 234,000 ราย สวนทางกับที่คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 220,000 ราย
  ราคาน้ำมันดิบ (NYMEX) ส่งมอบเดือน ก.ค. -US$1.13 อยู่ที่ US$70.71 ต่อบาร์เรล ยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากประเด็นเดิม (1) สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ล่าสุด เพิ่มขึ้น 5.8 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่คาดว่าจะลดลง 1.6 ล้านบาร์เรล และ (2) คาดการณ์ว่ากลุ่มโอเปกจะพิจารณาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในการประชุมวันที่ 22/6/61 เพื่อชดเชยกับการที่อิหร่านและเวเนซุเอลาอาจลดการผลิตน้ำมัน จากการถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร
   ราคาทองคำ (COMEX) ส่งมอบเดือน มิ.ย. +US$14.8 อยู่ที่ US$1,304.4 ต่อออนซ์ จากการเข้าซื้อสัญญาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ภายใต้ความตึงเครียดด้านการเมืองระหว่างประเทศ หลัง ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจยกเลิกการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12/6/61 ที่สิงคโปร์ และยังได้รับปัจจัยหนุนจากเงินสหรัฐฯ ที่อ่อนค่า ช่วยเพิ่มความน่าสนใจสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น โดยทำให้สัญญามีราคาลดลง
  (-) เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศสุทธิ -4,665 ล้านบาท ยอดสะสม -113,639 ล้านบาท (ปี’57 และ 58 ยอดขายสุทธิสะสม 36,173 ล้านบาท และ 154,346 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ปี’59 ซื้อสุทธิสะสม 77,927 ล้านบาท และปี’60 ขายสุทธิสะสม 25,755 ล้านบาท)

ประเด็นที่ต้องติดตาม 25 - 29 พ.ค. 61
25/5/61 สหรัฐฯ เปิดเผย
  (1) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนเม.ย.
  (2) ความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นสุดท้ายเดือนพ.ค.
  

28/5/61 ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ
29/5/61 สหรัฐฯ เปิดเผย
  (1) ราคาบ้านเดือนพ.ค.
  (2) ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.
  (3) ดัชนีภาคการผลิตเดือนพ.ค.

ทิศทางตลาด
  Sideway? คาดดัชนียังมีโอกาสปรับลดลงตามตลาดต่างประเทศ ภายใต้ปัจจัยกดดันจากประเด็นเดิม โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ล่าสุดปธน.สหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกการประชุม กับผู้นำเกาหลีเหนือ จากเดิมกำหนดการประชุม ในวันที่ 12/6/61 ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจเกิดความขัดแย้งอีกครั้งระหว่าง 2 ประเทศอีกครั้ง
  นอกจากนี้ Sentiment ยังเป็นลบ จากข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จากผลการเจรจาที่ยังไม่เป็นที่พอใจของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์  พร้อมกับประเด็นกดดันต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ หลังสหรัฐฯ จะมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตราที่สูงถึง 25%
  ขณะที่ราคาน้ำมันกลับมามีความผันผวน ล่าสุดปรับลดลง ภายใต้คาดการณ์ว่าการประชุมโอเปก 22/6/61 อาจมีการพิจารณาเพิ่มปริมาณผลิตเพื่อชดเชยกำลังการผลิตของอิหร่านและเวเนซูเอล่าที่ลดลง จากการถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ซึ่งคาดส่งผลต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน 
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ คาดน้ำหนักกดดันลดลง หลังปรับลดลงมาอยู่ระดับต่ำกว่า 3.0% (อายุ 10 ปี) จากก่อนหน้าขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี ที่ประมาณ 3.10% 
  พร้อมแนะติดตามการประชุมเฟด 12 – 13/6/61 คาดอาจเป็นประเด็นที่สร้างความผันผวนจนถึงวันประชุม โดยคาดในครั้งนี้มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25%
  ส่วนทางด้านประเด็นในประเทศ คาดยังถูกดดันจาก Fund Flow ต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่องอีกกว่า 4,600 ล้านบาท และทำให้ YTD ยอดขายสุทธิสะสมสูงกว่า 110,000 ล้านบาท พร้อมจับตาเงินบาท หากมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่า คาดเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่า Fund Flow ไหลออก
  ขณะที่แนะติดตามศาลรัฐธรรมนูญ นัดลงมติร่าง พรบ.การเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 30/5/61 ซึ่งหากผลการวินิจฉัยออกมาไม่ขัดกับ รธน. เช่นเดียวกับร่าง พรบ.ที่มาของ สว. คาดเพิ่มความเชื่อมั่นการลงทุน โดยเฉพาะหลังกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน คาดมีโอกาสต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้ง แนะจับตาหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของต่างชาติ
  ขณะที่ในระยะกลาง – ยาว ยังได้รับ Sentiment บวกจากโครงการ EEC ซึ่งปัจจุบันประกาศใช้เป็นกฎหมาย (พรบ.เขตพัฒนาพิเศษเศรษฐกิจ พ.ศ.2561) คาดส่งผลดีต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จากความเชื่อมั่นของ
  นักลงทุนเอกชน และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ภายใต้โครงการก่อสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน ล่าสุดกำหนดเปิดประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) มูลค่าเงินลงทุน ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท โดยให้เอกชนร่วมลงทุนรูปแบบ net cost  อายุโครงการ 50 ปี กำหนดยื่นซองประมูล 12/11/61 คาดลงนามสัญญาต้นปี’62

และยังแนะจับตา
  (1) กลุ่มปิโตรเคมี ได้รับประโยชน์จากผลการดำเนินงานที่ยังคงแข็งแกร่ง เช่น IVL และ PTTGC เป็นต้น
  (2) กลุ่มพลังงาน ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น เช่น PTT, PTTEP, BANPU และ SPRC เป็นต้น
  (3) กลุ่มสื่อ ได้รับประโยชน์จากรายได้ค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นโดดเด่น เช่น MONO
  (4) กลุ่มท่องเที่ยว ได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เช่น CENTEL, ERW และ SPA เป็นต้น
  (5) กลุ่มขนส่ง ยังได้รับผลดีจากการท่องเที่ยว เช่น AOT และ PSL จากค่าระวางเรือ และ BTS จากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย
  (6) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จากโครงการ EEC ที่มีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ คาดได้รับประโยชน์จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอกชน และโครงการก่อสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุน

  
  ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี -0.02 อยู่ที่ 2.98% (ระดับสูงสุด 3.77% เมื่อ กพ.’54)
  ดัชนีความเสี่ยง (VIX) -0.05 อยู่ที่ 12.53
  หุ้นแนะนำ : BANPU


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 พ.ค. 2561 เวลา : 10:50:21

07-12-2019
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ December 7, 2019, 7:26 am