แรงกดดันทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนได้กลับมาคืนสู่เหย้าอีกแล้ว และดูเหมือนว่ามีโอกาสยกระดับขึ้นได้อีก จนอาจกลายเป็น "สงครามการค้าแบบเต็มรูปแบบ" หรือขยายเป็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่อไปในปี 2026 นี้ จากการดำเนินการใช้นโยบายเชิงอำนาจนิยมของทรัมป์ ที่ต้องการรุกคืบช่วงชิงผลประโยชน์กลับเข้าสหรัฐอเมริกา เพื่อทำให้วลี Make America Great Again เกิดขึ้นจริงให้ได้
แม้ในค่ำคืนของวันที่ 14 ม.ค. 2026 จะได้รู้กันแล้วว่าศาลสูงสหรัฐฯ จะตัดสินว่าโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ ในการใช้กฎหมาย IEEPA เก็บภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้า ที่ถ้าหากศาลตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต รัฐบาลสหรัฐจะต้องหาเงินมาคืนให้กับบรรดาประเทศคู่ค้ากว่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์อาจมีการแก้เกมศาล ด้วยการใช้แผนสำรองว่าจะใช้กฎหมายฉบับอื่นในการจัดเก็บภาษีแต่ละประเทศ เพราะแนวทางการใช้อำนาจเชิงอนุรักนิยมของทรัมป์ตลอดมา ในฐานะผู้นำสหรัฐตั้งแต่สมัยแรกจนปัจจุบัน มีการคำนึงถึงผลประโยชน์ของสหรัฐมาเป็นอันดับหนึ่ง (America First) และตั้งต้นว่าสหรัฐจะต้องเป็นผู้นำระเบียบโลกยุคถัดไปเฉกเช่นในอดีต ดังนั้นขั้วอำนาจใหม่อย่างจีน ที่ตีคู่สูสีกันมาทั้งเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการทหาร เป็นภัยคุกคามที่สหรัฐไม่สามารถเก็บไว้ได้
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้ตอนนี้สหรัฐและจีน ยังไม่มีการเปิดฉากซึ่ง ๆ หน้า ที่เข้าสู่ช่วงสงครามเต็มรูปแบบในเชิงการค้าและการทหารเหมือนในปี 2018 - 2019 แต่ภายใต้การขับเคลื่อนสหรัฐของทรัมป์ ได้มีการใช้อำนาจเข้าจัดการและแทรกแซง ที่มีเป้าหมายในการลดอิทธิพลของขั้วอำนาจในฝั่งจีนอยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มต้นปี 2026 ทรัมป์เปิดฉากใช้อำนาจทหารโจมตีเวเนซุเอลา พร้อมจับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร จากนั้นก็เข้าควบคุมบริหารประเทศรวมถึงทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา ที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ซึ่งจีนได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงออกเงินกู้ให้กับรัฐบาลเวเนซุเอลา กว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรูปแบบ Loan for Oil หรือตกลงให้เวเนซุเอลาจ่ายหนี้เป็นน้ำมันให้กับจีนแทนการชำระด้วยเงิน ซึ่งการที่จีนสร้างอิทธิพลในพื้นที่หลังบ้านของสหรัฐ ทำให้ทรัมป์ตัดสายพานนี้ทิ้ง ด้วยการยึดเวเนซุเอลาและครองทรัพยากรน้ำมันทั้งหมดเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้กับสหรัฐ ขณะที่สัญญาของจีนกับรัฐบาลมาดูโรกลายเป็นโมฆะ ที่การใช้หนี้ภายใต้การกำกับของสหรัฐจะถูกส่งกลับเป็นรูปแบบของเงินดอลลาร์สหรัฐแทน
ขณะที่ประเด็นของกรีนแลนด์ ที่ทรัมป์ก็จดจ้องจะเอามาผนวกเป็นดินแดนสหรัฐนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการลดอิทธิพลของจีนเช่นกัน เพราะจีนเองก็ต้องการขยายอิทธิพลมายังกรีนแลนด์เช่นกัน (มีแร่หายากและทรัพยากรมหาศาล รวมถึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร) ถึงขนาดเรียกตัวเองว่า “Near-Arctic State” โดยจีนสนใจลงทุนเหมืองแร่ ท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐาน ที่เสริมกำลังของอิทธิพลการเมืองจีนได้อย่างตรงจุด ดังนั้นสำหรับสหรัฐ จีนคือภัยระยะยาวเชิงโครงสร้าง ที่ต้องปราบปรามไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการยึดพื้นที่กรีนแลนด์มาเป็นของตัวเองให้ได้
ส่วนการแทรกแซงปัญหาที่เกิดขึ้นในอิหร่าน พร้อมทั้งการประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ ว่าประเทศไหนมีการค้ากับทางอิหร่าน จะโดนขึ้นภาษี 25% หากทำการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นวิธีการคว่ำบาตรทางอ้อม หรือ Secondary Sanctions กับประเทศที่อยู่ฝ่ายเดียวกันกับอิหร่าน โดยเฉพาะกับทางจีน ที่เป็นพันธมิตรขั้วอำนาจเดียวกันกับอิหร่าน (เป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS Plus ด้วยกันทั้งคู่) มีความร่วมมือทางทหาร และยังเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดอีกด้วย การบีบบังคับดังกล่าวของทรัมป์ แน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้กับจีนอยู่แล้ว โดยทางการจีนก็โต้ตอบกลับสหรัฐว่า จีนพร้อมจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรม ซึ่งด้วยวิธีการต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันแล้วที่เคยเห็นในอดีตแล้ว ไม่แน่ว่าหากสหรัฐใช้การขึ้นภาษีกับสินค้าจีนในอัตรา 25% จีนก็พร้อมจะใช้มาตรการทางการค้าแบบเดียวกันตอบโต้กลับเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่าง 2 มหาอำนาจในช่วงเวลานี้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องกลายเป็น “สงครามทางการค้าแบบเต็มรูปแบบ” เสมอไป เพราะด้วยสภาวะเศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบัน ทำให้ต่างฝ่ายมีโอกาสยั้งแรง เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง จากในอดีตที่ชี้ชัดถึงผลกระทบในวงกว้างสำหรับการค้าโลกและซัพพลายเชน นอกจากนี้ สหรัฐ-จีนยังคงมีช่องทางเจรจาและพื้นที่ไกล่เกลี่ยทางการทูตอยู่ ฉะนั้นปัญหาดังกล่าว มีโอกาสมากที่จะถูกจัดการผ่านกรอบกติกาและการเจรจาบนโต๊ะ มากกว่าเป็นสงครามเปิดหน้าแบบถอนรากถอนโคนได้เช่นกัน
ข่าวเด่น