
คนทำงานออฟฟิศ หรือที่เรียกกันว่า White Collar มักเป็นอาชีพในอุดมคติที่ถือว่ามีความมั่นคงกว่าการใช้แรงงานทั่วไป ด้วยรายได้ที่สม่ำเสมอ มีสวัสดิการพนักงาน มีเส้นทางเติบโตในองค์กร ทั้งพวกสินเชื่อบ้าน รถ หรือสินเชื่อระยะยาวอื่น ๆ ก็ถูกออกแบบมาบนสมมติฐานว่า คนกลุ่มนี้จะมีงานทำ มีความสามารถในการใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรียกกันว่า AI โดยเฉพาะระบบภาษาขนาดใหญ่ LLM (Large Language Model) เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างงานแบบเงียบ ๆ จากเดิมที่เป็น “เครื่องมือช่วยทำงาน” กำลังกลายเป็น “ระบบที่ทำงานแทนคน” ได้ในหลายตำแหน่ง
Citrini Research บริษัทวิเคราะห์เศรษฐกิจชื่อดัง ได้รายงานบทวิเคราะห์ “The 2028 Global Intelligence Crisis” ที่นำเสนอความเสี่ยงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโลกในปี 2028 หนึ่งในนั้น คือ วิกฤตแรงงานออฟฟิศที่จะโดนเลิกจ้างครั้งใหญ่ เนื่องจากพัฒนาการของ AI ที่ศูนย์ประมวลผลขนาดใหญ่ (GPU cluster และ Data Center) จะสามารถแทนงานพนักงานหลักพันหรือหลักหมื่นคนได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปกติแล้ว โลกการทำงานในปัจจุบัน Tasks งานจำนวนมากไม่ได้เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง แต่เกี่ยวข้องกับการเขียนเอกสาร รายงาน และอีเมล, การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน, การประสานงานระหว่างแผนก, การเขียนโค้ดหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการตอบคำถามลูกค้า ซึ่งระบบ AI รุ่นใหม่สามารถทำงานเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำลงเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น เครื่องมืออย่าง OpenAI หรือ Codex ที่สามารถช่วยเขียนโปรแกรม หรือแม้แต่สร้างระบบซอฟต์แวร์เบื้องต้นได้โดยอัตโนมัติ พัฒนาการนี้เอง ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจประเภทหนึ่งที่เรียกว่า SaaS (Software as a Service) หรือ ซอฟต์แวร์ที่ให้บริการผ่านระบบออนไลน์แบบสมัครสมาชิก เช่น ระบบจัดการงาน ระบบบัญชี หรือระบบจัดการลูกค้า (ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มนี้คือ ServiceNow ที่ให้บริการแพลตฟอร์มบริหารจัดการกระบวนการทำงานองค์กร) ที่เดิมที บริษัทเหล่านี้สร้างรายได้จากการที่องค์กรต้องซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาใช้งาน แต่เมื่อ AI สามารถ “สร้างระบบตามสั่ง” ได้เอง ความจำเป็นในการพึ่งพาแพลตฟอร์มสำเร็จรูปบางประเภทจึงลดลง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อรายได้และอัตรากำไรของธุรกิจซอฟต์แวร์
โดยจะเห็นว่า AI ไม่ได้แค่แทนพนักงานบางตำแหน่ง แต่ยังเริ่มลดบทบาทธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในอดีต เริ่มจากบริษัทซอฟแวร์ มาจนถึงบริการแพลตฟอร์มตัวกลาง ต่างๆ เช่น Agent ช่วยจองโรงแรมที่มีค่าคอมมิชชั่นสูง เพราะแพลตฟอร์มจะช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ากับทางโรงแรม แต่เมื่อ AI Agent สามารถค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจแทนผู้ใช้งานได้โดยตรง ต้นทุนของ “ความยุ่งยาก” หรือ Friction ในกระบวนการจะลดลงอย่างมาก ซึ่งเมื่อ Friction ลดลง ค่าคอมมิชชั่นของตัวกลางก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย โดยการ Disruption รูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ธุรกิจ เช่น กรณีของ Kodak, Blockbuster และ BlackBerry ซึ่งไม่สามารถปรับตัวทันต่อเทคโนโลยีใหม่ จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และแน่นอนว่าพนักงานของบริษัทดังกล่าว ก็จะพ้นสถานะไปตาม ๆ กัน
โดย Citrini Research ได้ประเมินถึง scenario นี้ต่อว่า แนวโน้มจากปี 2026 นี้ จนถึงช่วงเดือน มี.ค. 2027 ที่ Friction จะลดลงเหลือ 0 ในมุมมองของชาวอเมริกัน 1 คน จะใช้งาน LLM จำนวน 400,000 Token ต่อวันโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเพิ่มขึ้น 10 เท่าเมื่อเทียบกับปลายปีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในมิติเศรษฐกิจก็คือ ถ้าการเลิกจ้างเกิดขึ้นในวงกว้าง โดยเฉพาะกับธุรกิจที่เป็น “ตัวกลาง” ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง เพราะพนักงานออฟฟิศจำนวนมากที่เกี่ยวโยงกับบริษัทเหล่านี้ คือ กลุ่มที่ถือสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ และเป็นกำลังซื้อหลักของระบบเศรษฐกิจ หากรายได้ของกลุ่มนี้ลดลง ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Market) ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐ อาจได้รับแรงกดดัน ซึ่งจะขยายวงกว้างไปทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม วิกฤตลักษณะนี้แตกต่างจากวิกฤตการเงินปี 2008 ตรงที่ต้นตอไม่ได้มาจากการปล่อยสินเชื่อเกินตัว แต่เกิดจาก “แรงกระแทกด้านผลิตภาพ” (Productivity Shock) ที่ AI ทำให้บริษัทผลิตงานได้มากขึ้นด้วยคนจำนวนน้อยลง หมายความว่า ระบบการเงินอาจไม่พังในทันที แต่จะเกิดการปรับโครงสร้างแรงงานครั้งใหญ่แทน บางตำแหน่งจะหายไป บางธุรกิจอาจถูกบีบกำไร บางอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีก็สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ที่สามารถปรับตัวและใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของตนเอง เช่น คนที่เริ่มเปลี่ยนตัวเองเป็น AI Super User (ใช้ N8N หรือ Claude Code เป็น) หรือในทางกลับกันก็อาจต้องเบนสายไปยังงานที่ต้องใช้วิจารณญาณระดับสูง การสร้างความสัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ หรือการออกแบบระบบ ที่ยังคงต้องพึ่งพามนุษย์
นอกจากนี้ ด้วยแนวโน้มหนึ่งที่เริ่มเห็นชัดอย่าง การขยายตัวของ Gig Economy หรือเศรษฐกิจแบบงานอิสระ ที่คนที่ถูกลดบทบาทจากองค์กรขนาดใหญ่ อาจหันไปทำงานเป็นที่ปรึกษา ฟรีแลนซ์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยในระยะสั้น สิ่งนี้อาจทำให้รายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น แต่ในระยะยาวอาจเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการทำงานใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม
โดยสรุปแล้วภาพของปี 2028 ในฐานะ “ปีแห่งการเลิกจ้างครั้งใหญ่ของมนุษย์ออฟฟิศ” อาจไม่ใช่เหตุการณ์แบบฉับพลันในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการสะสมแรงกดดันที่ค่อย ๆ ปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนของคนวัยทำงานหลายคนจากการเป็น “ผู้ปฏิบัติงานตามระบบ” สู่การเป็น “ผู้ออกแบบและควบคุมระบบ” ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่
ข่าวเด่น