
ตลอดสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.พ. 2569 ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญ แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำและสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดก็ตาม โดยในทางทฤษฎี การลดดอกเบี้ยมักกดดันให้ค่าเงินอ่อนลงจากผลตอบแทนที่ลดลง แต่ในทางปฏิบัติครั้งนี้เงินบาทกลับอ่อนค่าเพียงช่วงสั้น ก่อนจะกลับมาแข็งค่าต่อเนื่อง สะท้อนว่าปัจจัยกำหนดทิศทางค่าเงินในระยะนี้ไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว
จากข้อมูลตลาดของช่วงวันที่ 27 ก.พ. 2569 เงินบาทปิดที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจาก 31.19 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ก่อนหน้า และระหว่างสัปดาห์ยังเคยแข็งค่าผ่านระดับ 31.00 ไปแตะ 30.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ โดยปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินบาทให้แข็งค่าในช่วงนี้เวลานี้ มีอย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ เมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการค้าทองในประเทศต้องแปลงเงินดอลลาร์กลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้เกิดแรงขายดอลลาร์ในตลาดในประเทศและหนุนให้เงินบาทแข็งค่า กลไกนี้ทำให้เงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำในระยะสั้นอย่างชัดเจน
2. กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้าสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง ระหว่างวันที่ 23–27 ก.พ. โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,399 ล้านบาท และมีสถานะเป็น Net Inflows ในตลาดพันธบัตรไทย 5,759 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นต่อสินทรัพย์ไทย ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและการคาดการณ์เสถียรภาพทางการเมืองหลังมีการรับรองผลการเลือกตั้งบางส่วนแล้ว การไหลเข้าของเงินทุนดังกล่าวทำให้เกิดแรงซื้อเงินบาทเพิ่มเติม แม้อัตราดอกเบี้ยจะปรับลดลงก็ตาม รวมถึงตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงต้นปีนี้ ซึ่งด้วยรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เงินทุนไหลเข้าไทย รวมถึงมูลค่าภาคการส่งออกบางกลุ่มเพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะอาหาร เกษตร และชิ้นส่วนบางประเภท) ทำให้มีเงินดอลลาร์ไหลเข้าต่อเนื่อง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “แม้ดอกเบี้ยต่ำก็จริง แต่เงินต่างชาติยังคงไหลเข้ามากกว่าไหลออก”
3. การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในตลาดโลก จากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐ หลังศาลสูงสุดมีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าที่ออกภายใต้กฎหมาย IEEPA แต่อย่างไรก็ตาม โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐได้แก้เกมด้วยการประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10-15% ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกเผชิญความไม่แน่นอนและเงินดอลลาร์เผชิญแรงขายบางส่วน เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า เงินสกุลเอเชียรวมถึงเงินบาทจึงแข็งค่าขึ้น
โดยในมุมของตลาดทุนไทย ดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 3.28% ปิดที่ 1,528.26 จุด และระหว่างสัปดาห์แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่งที่ 1,545.31 จุด สอดคล้องกับแรงซื้อสุทธิของต่างชาติและบรรยากาศเชิงบวกภายในประเทศ ภาวะตลาดหุ้นที่แข็งแรงมักดึงดูดเงินทุนต่างชาติ และเป็นอีกแรงหนุนต่อค่าเงินบาท
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 2–6 มี.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.70–31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ.ของไทย ทิศทางการเมืองในประเทศ เงินทุนต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย ราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ เช่น ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิตและบริการ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และรายงาน Beige Book ของธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed จะมีผลต่อทิศทางดอลลาร์และส่งผ่านมายังค่าเงินบาทด้วย
ดังนั้น แม้การลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% จะเป็นปัจจัยที่โดยหลักการควรกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า แต่ในบริบทปัจจุบัน ปัจจัยด้านกระแสเงินทุนและราคาทองคำมีน้ำหนักมากกว่า ทำให้กรอบการอ่อนค่าของเงินบาทจำกัด และภาพรวมยังคงเอนเอียงไปทางแข็งค่าในระยะสั้น ตามสถานการณ์ค่าเงินบาทช่วงต้นเดือนมี.ค. 2569 ที่สะท้อนว่าตลาดการเงินขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุนและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มากกว่านโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงสู่ระดับ 1.00% แต่เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันให้แข็งค่าจากราคาทองคำที่พุ่งสูง การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ และการอ่อนค่าของดอลลาร์ในตลาดโลก
ในระยะสั้นนี้ กรอบ 30.70–31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ธนาคารกสิกรไทยประเมินไว้จึงเป็นระดับที่ต้องจับตา หากราคาทองคำยังอยู่ในระดับสูงและกระแสเงินทุนยังไหลเข้า โอกาสที่เงินบาทจะเคลื่อนไหวฝั่งแข็งค่าจะยังมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ทิศทางเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ข่าวเด่น