
ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับประเทศไทย ในช่วงปี 2568 - 2569 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากเดิมที่มาตรการภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือหลักของสหรัฐในการจัดการดุลการค้า ปัจจุบันเครื่องมือนี้กำลังถูกจำกัดโดยกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศของตนเอง ส่งผลให้ "วิธีการกดดันทางเศรษฐกิจ" ต้องปรับรูปแบบใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีภาษีเท่านั้น แต่คือ “โครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า” ที่ไม่สมดุล ซึ่งเป็นแรงผลักดันเชิงลึกที่กำหนดท่าทีของสหรัฐต่อคู่ค้าอย่างไทย
ข้อมูลการค้าล่าสุดสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่าไทย ส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐในปี 2568 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา อัญมณี เครื่องยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ในทางกลับกัน ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพียงประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้าทุนและพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบิน เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ผลลัพธ์คือ ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐราว 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน ตัวเลขนี้อาจดูเป็นความสำเร็จในมุมของไทย แต่ในมุมของสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อดุลการค้า โดยเฉพาะในบริบทการเมืองภายในและการแข่งขันทางอุตสาหกรรม ตัวเลขดังกล่าวกลับสะท้อน “ความไม่สมดุล” ที่ต้องถูกแก้ไข
จุดเปลี่ยนเชิงกฎหมาย: เมื่อภาษีไม่ใช่อาวุธที่ใช้ได้เสมอไป
ในปี 2569 ศาลสหรัฐมีคำตัดสินว่าการใช้มาตรการภาษีนำเข้าบางประเภท โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉุกเฉิน ไม่สอดคล้องกับกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวถูกตีความว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การหยุดใช้มาตรการ แต่ยังขยายไปถึงการ “คืนภาษี” ให้กับผู้นำเข้าสหรัฐที่เคยชำระภาษีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมผู้นำเข้ากว่า 330,000 ราย และสินค้าหลายสิบล้านรายการ
ระบบศุลกากรของสหรัฐได้เปิดให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี พร้อมดอกเบี้ย โดยมีระยะเวลาการดำเนินการในบางกรณีอยู่ที่ประมาณ 60–90 วัน ในเชิงเทคนิค ตรงนี้คือกระบวนการปกติของระบบกฎหมายการค้า แต่ในเชิงนโยบาย มันคือการ “ลดทอนเครื่องมือ” ที่รัฐบาลเคยใช้กดดันคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และจากการที่สหรัฐไม่สามารถใช้ภาษีได้อย่างเต็มที่ ก็ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันต่อคู่ค้าจะลดลง ตรงกันข้าม แรงกดดันดังกล่าวมีแนวโน้มจะถูก “ย้ายรูปแบบ” ไปสู่เครื่องมือที่ซับซ้อนและมีผลกระทบเชิงโครงสร้างมากขึ้น
ประการแรก คือ การเจรจาทางการค้าในระดับรัฐต่อรัฐ สหรัฐมีแรงจูงใจที่จะผลักดันให้ไทยเปิดตลาดในภาคส่วนที่ตนมีความได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน เทคโนโลยี หรือบริการทางการเงิน การลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ หรือการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุน อาจกลายเป็นเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจา
ประการที่สอง คือ การใช้มาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบทางเทคนิค เป็นเครื่องมือแทนภาษี ทั้งมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย หรือเทคโนโลยี สามารถทำหน้าที่เป็น “ด่านคัดกรอง” ที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้ภาษี และในหลายกรณีมีความซับซ้อนจนผู้ประกอบการต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถเข้าถึงตลาดได้
ประการที่สาม คือ แรงกดดันผ่านกลไกตลาดและห่วงโซ่อุปทาน การคืนภาษีให้กับผู้นำเข้าสหรัฐทำให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลงและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น สิ่งนี้อาจดูเป็นบวกในภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” ให้กับผู้ซื้อ ซึ่งสามารถนำไปสู่การกดราคาซัพพลายเออร์ หรือการเปลี่ยนแหล่งนำเข้าสินค้าไปยังประเทศอื่นที่มีเงื่อนไขที่ดีกว่า
ผลกระทบต่อไทย คือทางเลือกที่ไม่ง่าย
ในบริบทดังกล่าว ไทยกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ต้องตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญ หากไทยเลือกเปิดตลาดมากขึ้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและลดแรงกดดัน ผู้ประกอบการในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สหรัฐมีความได้เปรียบ อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากไทยเลือกที่จะรักษาระดับการปกป้องตลาดภายในประเทศ อาจต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งแม้จะไม่ใช่ภาษีโดยตรง แต่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นสำคัญ คือ การเกินดุลการค้าในระดับสูง ทำให้ไทยกลายเป็น “เป้าหมายเชิงนโยบาย” โดยอัตโนมัติ และยิ่งเครื่องมือเดิมของสหรัฐถูกจำกัด แรงกดดันก็ยิ่งมีแนวโน้มจะถูกถ่ายโอนไปยังช่องทางอื่นที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง
โดยสรุปแล้ว การคืนภาษีนำเข้าให้กับผู้นำเข้าสหรัฐ อาจดูเหมือนเป็นการผ่อนคลายมาตรการทางการค้าในระยะสั้น แต่ในภาพใหญ่ มันสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของ “เครื่องมืออำนาจทางเศรษฐกิจ” จากเดิมที่ภาษีเป็นกำแพงที่มองเห็นได้ชัดเจน ปัจจุบันแรงกดดันกำลังเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ที่ซับซ้อนกว่า ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาเชิงโครงสร้าง มาตรฐานทางเทคนิค หรือกลไกของตลาดเอง
สำหรับไทย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการรักษามูลค่าการส่งออก แต่คือการปรับตัวให้ทันกับเกมการค้าที่กำลังเปลี่ยนรูป ซึ่งในรอบนี้ อาจไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน เหมือนกำแพงภาษีอีกต่อไป แต่เป็นแรงกดดันที่แทรกซึมอยู่ในทุกระดับของระบบเศรษฐกิจ
ข่าวเด่น