
ในทุกปี วลี "Sell in May and go away" มักถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงในฐานะกลยุทธ์เชิงฤดูกาลของตลาดทุนโลก แต่สำหรับปี 2026 ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสถิติในอดีต หากแต่เป็นการซ้อนทับกันของปัจจัยเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค และภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนสมดุลของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ในช่วงที่ “ความเชื่อมั่นยังไม่พัง แต่ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอน” ดัชนีหุ้นหลายแห่งโดยเฉพาะในสหรัฐยังเคลื่อนไหวในระดับสูงจากแรงหนุนของเทคโนโลยีและกระแสปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจจริงยังสะท้อนสัญญาณชะลอตัวเป็นระยะ ความไม่สอดคล้องระหว่างราคาสินทรัพย์กับพื้นฐานเศรษฐกิจเช่นนี้ คือ จุดตั้งต้นของความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเร่งความไม่แน่นอน คือ ข่าวการถอนตัวของ United Arab Emirates หรือ UAE ออกจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC ซึ่งแม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการปรับตัว แต่ได้ส่งสัญญาณเชิงโครงสร้างที่ตลาดไม่อาจมองข้าม การที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เลือกออกจากกรอบความร่วมมือด้านการจำกัดกำลังการผลิต เท่ากับเปิดความเป็นไปได้ใหม่ของการแข่งขันด้านปริมาณและส่วนแบ่งตลาดน้ำมัน โดยในระยะสั้น ตลาดพลังงานมีแนวโน้มว่าจะยังคงถูกพยุงด้วยปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันอุปทานและทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง แต่อย่างไรก็ตาม หากมองไประยะข้างหน้า การเพิ่มกำลังการผลิตโดยอิสระของผู้เล่นรายใหญ่ อาจนำไปสู่ภาวะอุปทานล้นตลาด หรือแม้กระทั่งสงครามราคาน้ำมัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และมักนำไปสู่ความผันผวนรุนแรงในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
เพราะความผันผวนของราคาพลังงาน มีผลต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงต่อเนื่อง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะกลับมา และอาจทำให้ธนาคารกลางของหลาย ๆ ประเทศต้องชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย ที่จะส่งผลทางลบต่อมูลค่าหุ้นผ่านการเพิ่มต้นทุนเงินทุน ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วจากอุปทานส่วนเกิน กลุ่มพลังงานจะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ตลาดโดยรวมอาจตีความได้ว่าเป็นสัญญาณของอุปสงค์ที่อ่อนแอ ดังนั้นแล้ว ทั้งสองทิศทางจึงล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงเข้าสู่บริบทของตลาดหุ้นไทย ภาพที่ปรากฏชัดเจนก็คือ การอ่อนแรงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว โดยตอนนี้ SET Index เคลื่อนไหวต่ำกว่าตลาดหุ้นหลักในภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออก สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับโอกาสเติบโตและธีมการลงทุนระดับโลกมากกว่าปัจจัยเฉพาะภายในประเทศไทย อีกทั้งข้อจำกัดสำคัญของตลาดไทยในช่วงนี้อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจและองค์ประกอบของตลาดทุนเอง การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาการบริโภคภายในและภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งแม้จะฟื้นตัว แต่ยังไม่สร้างแรงดึงดูดที่มากพอเทียบเท่ากับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดหุ้นที่ให้น้ำหนักสูงกับกลุ่มธนาคาร พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ไม่สามารถเกาะกระแสเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดโลกได้อย่างเต็มที่
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยในช่วง “Sell in May” จึงไม่ใช่เพียงการพักฐานตามฤดูกาล แต่เป็นการสะท้อนถึงการขาดปัจจัยบวกใหม่ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับเข้ามา ประกอบกับความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ ยิ่งทำให้ตลาดมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดและผันผวนสูง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ภาพที่ออกมาดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านักลงทุนควรถอนตัวออกจากตลาดทั้งหมด หากแต่กลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้ควรเปลี่ยนจากการ “มองทั้งตลาด” ไปสู่การ “คัดเลือกเป็นรายตัว” มากขึ้น โดยหุ้นในกลุ่มที่มีรายได้มั่นคงและกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค โรงพยาบาล หรือโทรคมนาคม ยังคงมีบทบาทในการช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน และขณะเดียวกัน หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เช่น การขยายธุรกิจ การปรับโครงสร้าง หรือการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน ก็ยังเป็นอีกกลุ่มที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้เช่นกัน แม้ในภาวะตลาดโดยรวมไม่เอื้ออำนวย
ส่วนการลงทุนในหุ้นวัฏจักร โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี จำเป็นต้องอาศัยการจับจังหวะที่แม่นยำมากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การบริหารสภาพคล่อง และการถือเงินสดในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการลดความเสี่ยง แต่ยังเป็นการรักษา “ทางเลือก” ในการเข้าลงทุนเมื่อเกิดจังหวะที่ตลาดปรับฐานแรงเกินพื้นฐาน
ท้ายที่สุดแล้ว “Sell in May” ในปี 2026 จึงไม่ใช่กฎตายตัวที่นักลงทุนต้องปฏิบัติตาม หากแต่เป็นสัญญาณเตือนให้ตระหนักว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก การตัดสินใจลงทุนจึงต้องอาศัยการประเมินข้อมูลอย่างรอบด้าน และการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป เพราะในโลกที่ตัวแปรใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลานี้ ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ทิศทางตลาดได้ถูกต้องเสมอไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัว และเลือกวางตำแหน่งการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่มากกว่า
ข่าวเด่น