
ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โลกโซเชียลเต็มไปด้วยข่าวของการเปิดให้ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 จนหลายคนรีบค้นหาลิงก์สมัคร บางส่วนถึงขั้นกรอกข้อมูลส่วนตัวลงเว็บไซต์ปลอม ก่อนที่ภาครัฐจะออกมายืนยันในภายหลังว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” และยังไม่มีการเปิดลงทะเบียนใด ๆ ในเวลานั้น แต่หลังจากกระแสข่าวปลอมผ่านไปเพียงไม่นาน สถานการณ์ล่าสุดกลับเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหลายหน่วยงาน รวมถึงรัฐมนตรีในรัฐบาล เริ่มออกมายืนยันในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลกำลังเตรียมผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมี “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการหลักของแพ็กเกจนี้
“ไทยช่วยไทยพลัส” คืออะไร
ในภาพรวม “ไทยช่วยไทยพลัส” ถูกวางให้เป็นแพ็กเกจเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อรับมือกับกำลังซื้อที่ชะลอตัว ค่าครองชีพที่ยังสูง และปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่เริ่มส่งผลต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายเล็ก โดยมาตรการนี้ถูกออกแบบให้แบ่งประชาชนออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมประมาณ 13.2 ล้านคน กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะได้รับ “เงินช่วยเหลือตรง” จากภาครัฐ โดยไม่ต้องร่วมจ่ายเอง เพื่อช่วยประคองค่าครองชีพในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ซึ่งคาดว่าจะมีการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน
2. กลุ่มประชาชนทั่วไป ประมาณ 30 ล้านคน กลุ่มนี้จะเข้าสู่มาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งใช้โมเดลคล้ายโครงการคนละครึ่งในอดีต แต่มีการปรับสัดส่วนใหม่ โดยรัฐช่วยจ่ายมากขึ้นเป็น 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ได้รับวงเงินรวมทั้งสิ้น 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน
“คนละครึ่งพลัส” ต่างจากคนละครึ่งเดิมอย่างไร
ข้อมูลที่ออกมาจนถึงขณะนี้ ระบุว่า คนละครึ่งพลัส จะใช้รูปแบบ:
• รัฐช่วยจ่าย 60% (โครงการเฟสที่แล้ว 50%)
• ประชาชนจ่ายเอง 40% (โครงการเฟสที่แล้ว 50%)
• วงเงินรวมประมาณ 4,000 บาทต่อคน (โครงการเฟสที่แล้วให้ 2,000-2,400 บาทต่อคน)
• แบ่งใช้เป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท
• ใช้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
• คาดว่าเริ่มใช้สิทธิได้ช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน 2569
แม้กลไกจะคล้าย “คนละครึ่ง” ในยุครัฐบาลก่อนหน้า แต่ครั้งนี้รัฐบาลพยายามรีแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้ภาพลักษณ์ของมาตรการเชื่อมโยงกับการฟื้นเศรษฐกิจและการพยุงค่าครองชีพมากกว่าเดิม
โดยมาตรการนี้ถูกออกแบบให้เป็นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในช่วงที่ค่าครองชีพยังสูง ขณะที่ SME จำนวนมากเริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน จนกำลังซื้อในประเทศไม่ได้ฟื้นตัวแรงตามที่คาด และหลายครัวเรือนเริ่มเข้าสู่โหมดระวังการใช้เงินมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมองว่า มาตรการลักษณะ “ร่วมจ่าย” แบบคนละครึ่ง สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้เร็วกว่าโครงการแจกเงินแบบครั้งเดียว เพราะประชาชนต้องควักเงินจริงร่วมด้วย ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากกว่า
ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อาจใช้วงเงินรวมสูงถึงประมาณ 136,000 ล้านบาท และเชื่อมโยงกับกรอบ พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ตามที่รัฐบาลกำลังเตรียมผลักดัน โดยรัฐบาลพยายามอธิบายว่า เงินกู้ดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “แจกเงิน” เท่านั้น แต่จะถูกนำไปใช้ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพลังงาน, การลดต้นทุนนำเข้าพลังงาน, การพยุง SME และการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พ.ค. 2569 หลังจากที่โครงสร้าง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว และคาดว่าจะสามารถเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ในวันที่ 25 พ.ค. 2569
สุดท้ายนี้ แม้รายละเอียดหลายอย่างจะเริ่มชัดขึ้น แต่โครงการดังกล่าวยังมีประเด็นสำคัญที่ยังถูกจับตา ได้แก่
• แหล่งที่มาของงบประมาณ
• ความคุ้มค่าของการกู้เงิน
• ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ
• และคำถามว่าเงินจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงมากแค่ไหน
นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า มาตรการลักษณะนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้จริง โดยเฉพาะร้านค้ารายเล็กและภาคค้าปลีก แต่ในระยะยาว ประเทศยังต้องเผชิญโจทย์ใหญ่เรื่องรายได้ประชาชน หนี้ครัวเรือน และต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องรอดูว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” จะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้จริง หรือจะเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้นท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางในปี 2569 นี้
ข่าวเด่น