
ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันตลาดโลกมาต่อเนื่อง การตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการระงับปฏิบัติการทางทหาร "Project Freedom" ชั่วคราว หลังเพิ่งเริ่มดำเนินภารกิจได้เพียง 1 วัน กลับกลายเป็นสัญญาณที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด
แม้ในเชิงยุทธศาสตร์ ปฏิบัติการดังกล่าวถูกวางเป้าหมายเพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์และเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แต่การระงับภารกิจอย่างรวดเร็วผิดปกติ กลับทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ทำเนียบขาวอาจกำลังให้น้ำหนักกับ “โต๊ะเจรจา” มากกว่าการเร่งเปิดเกมทหารเต็มรูปแบบหรือไม่ เพราะหากพิจารณาตามปกติ การที่สหรัฐเริ่มปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลก มักถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณแข็งกร้าว และหากเดินหน้าต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งได้ในเวลาอันรวดเร็ว
โดยเฉพาะกรณีของ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก เนื่องจากน้ำมันดิบราวหนึ่งในห้าของโลกต้องขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว หากเกิดการปิดล้อม การโจมตีเรือ หรือการปะทะทางทหารในพื้นที่ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่สามารถส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลกโดยรวมทันที โดยก่อนหน้าที่ทรัมป์จะสั่งหยุด “Project Freedom” ชั่วคราวนั้น ตลาดทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวังสูง เนื่องจากหลายฝ่ายกังวลว่า สหรัฐอาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะ “กึ่งสงคราม” มากขึ้น หลังมีการส่งเรือรบเข้าไปคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ รวมถึงเกิดเหตุปะทะระดับต่ำในพื้นที่ใกล้เคียง ในช่วงดังกล่าว ราคาน้ำมันโลกเริ่มตอบสนองต่อความเสี่ยงทันที ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากเกรงว่า หากสถานการณ์บานปลาย อาจเกิดภาวะ Supply Shock รอบใหม่ในตลาดพลังงานโลก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากปัญหาเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แต่เมื่อทรัมป์ประกาศระงับปฏิบัติการดังกล่าวหลังเริ่มภารกิจได้เพียงวันเดียว บรรยากาศในตลาดการเงินกลับเริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว ราคาน้ำมันชะลอการปรับขึ้น ตลาดหุ้นหลายแห่งเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ความกังวลเรื่องการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านลดระดับลง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “Project Freedom” จะกลับมาเดินหน้าหรือไม่ แต่คือเหตุใดทรัมป์จึงเลือกกด Pause เกมเร็วผิดปกติ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า การตัดสินใจดังกล่าวอาจสะท้อนแนวทางการเมืองแบบเดิมของทรัมป์ ที่มักใช้แรงกดดันเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรอง ก่อนเปิดพื้นที่ให้การเจรจาเดินต่อ เพราะที่ผ่านมา ทรัมป์มักใช้วิธี “โชว์ความแข็งกร้าวก่อน” ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตร การกดดันทางเศรษฐกิจ หรือการขยับกำลังทางทหาร เพื่อสร้าง Leverage ในการต่อรองกับอีกฝ่าย แต่ในหลายกรณี เขาก็พร้อมหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หากมองว่าการเจรจาจะสร้างผลลัพธ์ที่ได้เปรียบกว่า
ในกรณีของอิหร่าน ภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้จึงอาจตีความได้สองทางพร้อมกัน ทางแรก คือ “Project Freedom” ถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนว่า สหรัฐพร้อมยกระดับมาตรการทางทหาร หากการเจรจาไม่คืบหน้า แต่อีกทางหนึ่ง การสั่งระงับภารกิจอย่างรวดเร็ว อาจกำลังเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลของสหรัฐยังไม่ต้องการผลักสถานการณ์ไปสู่จุดที่ควบคุมไม่ได้ และยังต้องการรักษาช่องทางการเจรจาเอาไว้ ยิ่งเมื่อมีรายงานว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังดำเนินต่อ รวมถึงการที่ทรัมป์เองออกมาระบุล่าสุดว่า มี “ความคืบหน้าครั้งใหญ่” ในการพูดคุย ก็ยิ่งทำให้ตลาดเริ่มตีความว่า ทำเนียบขาวอาจกำลังเลือกใช้ “แรงกดดันเพื่อการต่อรอง” มากกว่าการเร่งเปิดสงครามโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศจะดูผ่อนคลายลงชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงได้หายไป ความเปราะบางในตะวันออกกลางยังคงอยู่ครบ ทั้งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน การเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค รวมถึงความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานโลก นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่า การสั่งระงับ Project Freedom ชั่วคราว อาจเป็นเพียงการหยุดชั่วคราวเพื่อประเมินสถานการณ์ มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนจุดยืนทางยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะในอีกด้าน สหรัฐยังคงรักษาแรงกดดันต่ออิหร่านผ่านมาตรการอื่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ การคว่ำบาตร และการควบคุมเส้นทางพลังงาน ซึ่งสะท้อนว่า เกมอำนาจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้จบลงง่าย ๆ
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ จังหวะเวลาของเหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นก่อนที่ทรัมป์จะมีกำหนดพบกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตาว่า การที่ทรัมป์สั่งระงับ Project Freedom ชั่วคราว อาจไม่ใช่เพียงประเด็นด้านตะวันออกกลาง แต่กำลังเชื่อมโยงเข้าสู่สมดุลอำนาจระดับโลกมากขึ้น เพราะในโลกปัจจุบัน ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้แยกออกจากเศรษฐกิจอีกต่อไป ทุกการเคลื่อนไหวของมหาอำนาจสามารถส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินทุนเคลื่อนย้าย ห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นของตลาดการเงินได้ทันที และจีนเองก็มีผลประโยชน์โดยตรงต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ขณะที่สหรัฐเองก็ต้องระวังไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายจนกระทบเศรษฐกิจโลกในช่วงที่หลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการเติบโตที่ชะลอตัว
ดังนั้นแล้ว การพบกันระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม จึงถูกจับตาว่า อาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของบรรยากาศการเมืองโลกในระยะถัดไป จากสัญญาณของการสั่งระงับปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวของทรัมป์ ที่กำลังบอกใบ้เราว่า แม้โลกจะยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แต่ทุกฝ่ายอาจเริ่มตระหนักตรงกันว่า การเผชิญหน้าโดยตรงในเวลานี้ อาจสร้างต้นทุนที่สูงเกินกว่าที่เศรษฐกิจโลกจะรับไหว และในบางครั้ง การหยุดเพียงหนึ่งก้าว อาจไม่ใช่สัญญาณของการถอยแพ้ แต่อาจเป็นความพยายามเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายหาทางลงร่วมกัน ก่อนที่ความตึงเครียดจะเดินไปไกลกว่านี้อีกครั้ง
ข่าวเด่น