
การเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ Fed ในรอบนี้ อาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่กำลังถูกมองว่าเป็น "จุดเปลี่ยนเชิงอำนาจ" ของนโยบายการเงินสหรัฐในยุคหลังเงินเฟ้อครั้งใหญ่ เพราะคนที่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งอย่าง "เควิน วอร์ช" ไม่ได้เป็นเพียงอดีตผู้ว่าการ Fed ธรรมดา แต่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนแนวคิดเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอย่างชัดเจน
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทรัมป์แสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อ Fed มาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคของประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ ที่เลือกใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หลัง โควิด ทรัมป์ มองว่า Fed ภายใต้พาวเวลล์ “เข้มงวดเกินไป” และกำลังกดเศรษฐกิจอเมริกันโดยไม่จำเป็น ทั้งในแง่ต้นทุนกู้ยืม การลงทุน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น รวมถึงภาระดอกเบี้ยหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
และอย่างที่รู้กันดีว่า ปัจจุบันสหรัฐมีหนี้สาธารณะทะลุ 36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปแล้ว การคงดอกเบี้ยระดับสูงจึงทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีงบประมาณล่าสุด ที่สหรัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้เกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี อันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และมีแววว่าจะเริ่มกลายเป็นภาระเชิงโครงสร้างต่อระบบการคลังในระยะถัดไป
ในมุมของทรัมป์นั้น ”ดอกเบี้ยสูง“ จึงไม่ใช่แค่ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กำลังกระทบ “ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกา” ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI - Artificial Intelligence) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงสงครามเศรษฐกิจกับจีน ทุกอย่างล้วนต้องอาศัยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงกว่านี้ ตรงนี้เองจึงเป็นเหตุผล ที่ชื่อของ “เควิน วอร์ช” ถูกทรัมป์ผลักดันขึ้นมาอย่างหนัก เนื่องจากวอร์ช เป็นอดีตผู้ว่าการ Fed ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโลกการเงินวอลล์สตรีท และได้รับการยอมรับว่าเข้าใจกลไกตลาดทุนอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่ตลาดสนใจมากกว่าประวัติ คือ “แนวคิดทางเศรษฐกิจ” ของเขาที่เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงหลัง
เพราะเดิมที วอร์ชเคยถูกมองว่าเป็น “สาย Hawkish” หรือ คนที่เข้มงวดกับเงินเฟ้อ สนับสนุนการควบคุมเสถียรภาพทางการเงินอย่างจริงจัง หากแต่ในระยะหลัง เขาเริ่มพูดในเชิงสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น ทั้งการตั้งคำถามว่า Fed ควรคงดอกเบี้ยสูงนานขนาดนี้หรือไม่ รวมถึงการมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ยุคใหม่จาก Productivity Boom ของ AI ที่อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ในระยะยาว จังหวะดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มมองว่า วอร์ชกำลัง “แท็คทีมกับทรัมป์อย่างชัดเจน” เพียงแต่ปัญหา คือ ในวันที่เขาขึ้นมารับตำแหน่งจริง สถานการณ์เศรษฐกิจกลับเริ่มส่งสัญญาณตรงกันข้าม จากเดิมที่ตลาดเคยเชื่อว่า Fed กำลังเข้าใกล้รอบลดดอกเบี้ย กลับเริ่มมีปัจจัยจำนวนมากที่ผลักให้ธนาคารกลางสหรัฐ ต้อง “คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น” และบางส่วนเริ่มนำไปสู่คำถามว่า Fed อาจจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหรือไม่
แรงกดดันที่ว่านี้ เริ่มแรกมาจาก “เงินเฟ้อด้านพลังงาน” ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาสร้างความกังวลต่อตลาดพลังงานโลกอีกครั้ง โดยช่องแคบฮอร์มุซที่ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันมากกว่า 20% ของการค้าทางทะเลทั่วโลกไหลผ่านพื้นที่นี้ เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันจึงปรับตัวขึ้นทันที และล่าสุด ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ขยับขึ้นเหนือระดับ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI อยู่ใกล้ 92 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน ปัญหา คือ เงินเฟ้อรอบนี้ เริ่มมีลักษณะคล้ายยุคทศวรรษ 1970 มากขึ้น กล่าวคือ มันไม่ได้เกิดจาก “คนใช้จ่ายมากเกินไป” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก Cost-push Inflation หรือ เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน
เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าทั้งระบบ ก็จะปรับสูงขึ้นตาม ซึ่งมันก็คือสถานการณ์ที่ Fed จัดการยากที่สุด เพราะการขึ้นดอกเบี้ยไม่สามารถทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากพลังงาน แต่ ผลกระทบเริ่มสะท้อนในข้อมูลเศรษฐกิจจริงแล้ว ทั้งตัวเลข CPI หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค ล่าสุดของสหรัฐ ที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ Core CPI หรือ เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งตัดราคาพลังงานและอาหารออก ยังทรงตัวในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนด้าน PPI หรือ ดัชนีราคาผู้ผลิต ก็เริ่มเร่งตัวขึ้นเช่นกัน สะท้อนว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น และมีโอกาสส่งผ่านไปยังราคาสินค้าผู้บริโภคในระยะถัดไป
และสิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยากขึ้นไปอีก คือเศรษฐกิจสหรัฐ ยังไม่ได้อ่อนแอมากพอที่จะเปิดทางให้ Fed ลดดอกเบี้ยง่าย ๆ ตลาดแรงงานยังถือว่าแข็งแกร่ง อัตราว่างงานยังอยู่ต่ำกว่า 4.5% ขณะที่ค่าจ้างแรงงานยังเติบโตในระดับสูง ภาคการผลิตบางส่วนเริ่มฟื้นตัว ขณะที่การลงทุนใน AI และ Data Center ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง พูดง่าย ๆ คือ เศรษฐกิจสหรัฐ ยังไม่อยู่ในภาวะที่ “จำเป็นต้องรีบกระตุ้น” และนี่ทำให้ Fed ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรีบลดดอกเบี้ย แม้แรงกดดันทางการเมืองจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
นอกจากนี้ สิ่งที่สะท้อนความกังวลของตลาดได้ชัดที่สุด คือ “ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี พุ่งกลับขึ้นไปใกล้ระดับ 4.6% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี ทะลุ 5% อีกครั้ง ตัวเลขเหล่านี้สำคัญมาก เพราะ Bond Yield เปรียบเสมือน “ต้นทุนเงินของโลก” เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ดอกเบี้ยกู้บ้าน ดอกเบี้ยธุรกิจ สินเชื่อรถยนต์ และต้นทุนทางการเงินทั่วระบบก็จะสูงขึ้นตามทันที อีกทั้งการพุ่งขึ้นของ Yield รอบนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงเศรษฐกิจแข็งแรง แต่สะท้อนว่า นักลงทุนเริ่ม “ไม่มั่นใจ” ว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้จริงอย่างที่เคยหวัง จากก่อนหน้านี้ ตลาดเคยคาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยหลายครั้งภายในปีนี้ แต่ล่าสุด Fed Funds Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต เริ่มลดคาดการณ์ดังกล่าวลงต่อเนื่อง บางส่วนของตลาดเริ่มกลับมาเปิดโอกาสว่า หากเงินเฟ้อเร่งขึ้นอีก Fed อาจต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนทำให้สถานการณ์ของ เควิน วอร์ช ซับซ้อนอย่างมาก เพราะในด้านหนึ่ง เขาถูกมองว่าเป็นตัวแทนแนวคิดเศรษฐกิจของทรัมป์ ที่ต้องการต้นทุนทางการเงินต่ำลง เพื่อหนุนเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ในอีกด้าน ข้อมูลเศรษฐกิจจริงและตลาดพันธบัตร กลับกำลังกดดันให้ Fed ต้องระมัดระวังเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น หากวอร์ชรีบส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ตลาดอาจมองว่า Fed กำลังสูญเสียความเป็นอิสระ และยอมให้นโยบายการเมืองเข้ามากำหนดทิศทางการเงิน ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น คือ นักลงทุนเทขายพันธบัตรหนักขึ้น ดัน Bond Yield พุ่งสูงกว่าเดิม และทำให้ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ในอีกมุมหนึ่ง ยังมีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่มองว่า Fed อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เหตุผลสำคัญ คือ ตลาดการเงินกำลังตึงตัวอยู่แล้วผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่สูงขึ้น คือ เมื่อ Yield พุ่งขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจก็จะสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เท่ากับว่า ตลาดกำลังช่วยชะลอเศรษฐกิจแทน Fed ไปบางส่วน นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ของสหรัฐยังเปราะบางจากดอกเบี้ยสูง ขณะที่ผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มเผชิญภาระหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก อาจเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจชะลอแรงเกินจำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดเริ่มกลัวมากที่สุด ว่าอาจจะเกิดความเสี่ยงของภาวะ Stagflation หรือ “เศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อยังสูง” เพราะหากสถานการณ์เดินไปถึงจุดนั้น Fed จะเข้าสู่ภาวะที่ตัดสินใจยากที่สุดทันที
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาจาก “ยุควอร์ช” อาจไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งของการลดดอกเบี้ย แต่คือเขาจะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “แรงกดดันทางการเมือง” กับ “ความน่าเชื่อถือของ Fed” ได้หรือไม่ เพราะในโลกการเงิน ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง คือรากฐานสำคัญที่สุดของระบบทั้งหมด และหากตลาดเริ่มเชื่อว่า Fed ถูกขับเคลื่อนด้วยการเมือง มากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจจริง ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่สหรัฐ แต่สามารถลามไปยังตลาดการเงินทั่วโลกได้ทันที
ข่าวเด่น