.jpg)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากเริ่มพูดคล้ายกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า "เงินเดือนเท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตแพงขึ้นทุกเดือน" ช่วงแรก หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเพียงความรู้สึก หรือผลจากเศรษฐกิจหลังโควิดที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ล่าสุด สิ่งที่ประชาชนรู้สึกกำลังถูก "ยืนยัน" จากภาครัฐอย่างเป็นทางการแล้ว หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาแถลงมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” พร้อมยอมรับตรง ๆ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตค่าครองชีพ” และ “วิกฤตของแพง” ที่กระทบประชาชนในวงกว้าง
คำพูดนี้สำคัญมากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การประกาศมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบที่ผ่านมา แต่เป็นครั้งแรก ๆ ที่รัฐบาลไทยเริ่ม Framing ปัญหาเศรษฐกิจด้วยคำว่า “ของแพง” และ “ค่าครองชีพ” อย่างจริงจัง และนั่นสะท้อนว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ อาจไม่ใช่ภาวะเงินเฟ้อชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่เริ่มกัดกินกำลังซื้อของคนไทยทั้งประเทศ
โดยโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่มีวงเงินรวมกว่า 176,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน โดยรัฐจะร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ผ่านระบบ co-payment พร้อมเพิ่มเงินช่วยเหลือให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเวลา 4 เดือน หากมองผิวเผิน มาตรการนี้อาจดูคล้าย “คนละครึ่ง” ในอดีต แต่ความแตกต่างสำคัญ คือ บริบททางเศรษฐกิจวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ในอดีตนั้น รัฐใช้นโยบายลักษณะนี้ เพื่อ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย แต่ครั้งนี้ รัฐบาลกำลังใช้มันเพื่อ “ประคองกำลังซื้อ” ไม่ให้ทรุดหนักเกินไป หรือพูดอีกแบบ คือ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่ทำให้คนใช้เงินมากขึ้น แต่คือ ช่วยให้คน “ยังพอใช้ชีวิตต่อได้” นี่คือสัญญาณที่น่ากังวลมาก เพราะมันสะท้อนว่า ภาครัฐเองเริ่มมองเห็นแล้วว่า กำลังซื้อของประชาชนกำลังเปราะบางกว่าที่ตัวเลขเศรษฐกิจบนหน้ากระดาษสะท้อนออกมา
สาเหตุที่ไทยเริ่มเข้าสู่ “วิกฤตของแพง” ในเวลานี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากแรงกดดันหลายด้านที่กำลังซ้อนทับกันทั้งในประเทศและระดับโลก ปัจจัยแรก คือ “ต้นทุนพลังงานโลก” รัฐบาลระบุชัดว่าหนึ่งในเหตุผลหลักของมาตรการนี้ มาจากวิกฤตราคาพลังงานและผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่กำลังกดดันค่าครองชีพ ในช่วงที่ผ่านมา ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ตลาดพลังงานโลกกลับมาเปราะบางอีกครั้ง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบแค่ผู้ใช้รถยนต์ แต่ไหลเข้าสู่ต้นทุนทุกอย่างในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าไฟ ค่าอาหาร บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงต้นทุนโรงงาน เมื่อพลังงานแพง ทุกอย่างจะแพงตามเป็นลูกโซ่ ปัญหาคือ ไทยยังเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมาก ดังนั้นทุกครั้งที่ต้นทุนพลังงานโลกพุ่ง ไทยจะรับแรงกระแทกเร็วกว่าหลายประเทศ
อีกปัจจัยสำคัญ คือ “เศรษฐกิจไทยโตช้า แต่ค่าครองชีพโตเร็ว” ซึ่งเป็นจุดอันตรายที่สุดของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ เพราะในภาวะปกติ หากราคาสินค้าเพิ่มขึ้น แต่รายได้ประชาชนโตตาม เศรษฐกิจยังพอเดินต่อได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือ ค่าครองชีพกำลังวิ่งเร็วกว่ารายได้ คนจำนวนมากจึงเริ่มรู้สึกว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อทางการอาจไม่ได้สูงมาก แต่ชีวิตจริงกลับแพงขึ้นชัดเจน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่า ค่าไฟ และของใช้จำเป็นหลายอย่างปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้เฉลี่ยกลับไม่ได้เพิ่มในอัตราเดียวกัน
ตรงนี้เอง คือ เหตุผลที่คนไทยจำนวนมากเริ่มเข้าสู่สภาพ “อยู่รอดเดือนชนเดือน” แม้จะยังมีงานทำอยู่ก็ตาม ที่น่ากังวล คือ ภาวะนี้กำลังกระทบชนชั้นกลางและ SME อย่างหนัก ธุรกิจจำนวนมากเริ่มเผชิญต้นทุนสูงขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่ เพราะผู้บริโภคเองก็เริ่มอ่อนแรง หลายบริษัทจึงเลือก “ตรึงราคา” เอาไว้ชั่วคราว ยอมให้กำไรลดลงเพื่อรักษาลูกค้า แต่การตรึงราคาทำได้ไม่นาน เมื่อธุรกิจแบกต้นทุนไม่ไหว สุดท้ายราคาสินค้าจะทยอยปรับขึ้นในภายหลังอยู่ดี
สิ่งนี้ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Delayed Inflation” หรือ เงินเฟ้อที่ถูกกดไว้ชั่วคราวก่อนค่อยระเบิดออกมาในภายหลัง และนี่คือเหตุผลที่ภาคธุรกิจหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณว่า อาจตรึงราคาได้อีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ขณะเดียวกัน ปัญหาอีกด้านที่เริ่มชัดขึ้น คือ “หนี้ครัวเรือน” ในช่วงหลังโควิด คนไทยจำนวนมากใช้เงินเก็บไปแล้ว และเริ่มพึ่งพาหนี้มากขึ้น ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือระบบ Buy Now Pay Later เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ไม่โต คนจำนวนมากจึงต้องใช้หนี้เพื่อรักษาระดับการใช้ชีวิตเดิม สิ่งนี้อันตรายมาก เพราะมันหมายความว่า กำลังซื้อที่ยังดู “ไม่หายไป” บางส่วน อาจถูกสร้างขึ้นจากหนี้ ไม่ใช่รายได้จริง เมื่อถึงจุดหนึ่ง หากคนเริ่มชำระหนี้ไม่ไหว การบริโภคจะชะลอลงทันที และเศรษฐกิจจะยิ่งอ่อนแรง
ทั้งหมดนี้กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มมีลักษณะคล้ายภาวะ “Stagflation” หรือเศรษฐกิจโตต่ำ แต่ค่าครองชีพยังสูง ภาวะแบบนี้อันตรายมาก เพราะรัฐบาลจะจัดการยากกว่าปกติ หากลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาแรง แต่หากคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เศรษฐกิจและกำลังซื้อก็จะยิ่งอ่อนแรง นี่คือกับดักที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มเผชิญเช่นกัน
ในความเป็นจริง วิกฤตของแพงที่ไทยกำลังเจอ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “Cost of Living Crisis” ระดับโลก หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน คือ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้ประชาชน โลกในยุคหลังโควิดกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม ยุค “ของถูก” ที่เคยขับเคลื่อนโลกจาก Globalization พลังงานราคาต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ และ Supply chain ที่ราบรื่น กำลังจบลง โลกกำลังเข้าสู่ยุคต้นทุนสูง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมากขึ้น สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการค้าโลก การท่องเที่ยว และพลังงานนำเข้าอย่างมาก ผลกระทบจึงยิ่งรุนแรงเป็นพิเศษ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของวิกฤตรอบนี้ คือ มันอาจไม่ได้มาในรูปแบบ “วิกฤตใหญ่” แบบปี 2540 ที่ทุกคนเห็นพร้อมกัน แต่มันจะมาในรูปแบบ “แรงบีบช้า ๆ” คนยังมีงานทำ ห้างยังเปิด ร้านอาหารยังมีคนเข้า แต่คุณภาพชีวิตของคนจำนวนมากจะค่อย ๆ ลดลงทีละนิด ผู้คนจะเริ่มคิดก่อนใช้เงินมากขึ้น ซื้อของชิ้นเล็กลง ล่าโปรโมชั่นหนักขึ้น ลดการออม และชะลอการซื้อบ้านหรือรถ
เมื่อความเชื่อมั่นในอนาคตเริ่มอ่อนแรง เศรษฐกิจก็จะชะลอลงตามเป็นวงจร เพราะการบริโภค คือ เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย หากประชาชนเริ่มรู้สึกว่า “ต้องระวังทุกบาท” การใช้จ่ายจะค่อย ๆ หดตัว ธุรกิจจะเริ่มระมัดระวังการลงทุน การจ้างงานจะชะลอ และรายได้ของคนในระบบก็จะยิ่งโตยากขึ้นไปอีก วิกฤตรอบนี้จึงอาจไม่ได้น่ากลัวเพราะมันรุนแรงฉับพลัน แต่น่ากลัวเพราะมันค่อย ๆ เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งประเทศอย่างเงียบ ๆ จากสังคมที่เคยวางแผนอนาคต กลายเป็นสังคมที่คนจำนวนมากเริ่มคิดเพียงว่าจะ “ประคองเดือนนี้ให้รอด” ได้อย่างไร และหากเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถสร้างรายได้ใหม่หรือยกระดับกำลังซื้อของประชาชนได้จริง ปัญหา “ของแพง” อาจไม่ใช่เพียงสถานการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังจะกลายเป็นสภาพปกติใหม่ของเศรษฐกิจไทยในยุคหลังจากนี้
ข่าวเด่น