Scoop : "GDP ไทยโตต่ำ" กำลังกลายเป็น New Normal ของเศรษฐกิจไทยหรือไม่


ข่าวดีของเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 จากเดิม 1.5% เป็น 2.1% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเป็น 3.1% หลังภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ตัวเลขดังกล่าวช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวในระยะสั้นลงได้ระดับหนึ่ง แต่หากมองลึกลงไปกว่าตัวเลข GDP ในปีนี้ คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.1% หรือไม่ หากแต่เป็นคำถามว่า “เมื่อแรงกระตุ้นเหล่านี้หมดลง เศรษฐกิจไทยยังเหลือศักยภาพในการเติบโตด้วยตัวเองมากเพียงใด?”
 
แม้ ธปท. จะปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP สำหรับปี 2569 แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของปี 2570 ลงเหลือประมาณ 1.6% สะท้อนว่าการเร่งตัวของเศรษฐกิจในปีนี้อาจเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นมากกว่าการฟื้นตัวของศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเด็นนี้ถือเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่าง “การเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ” (Cyclical Growth) และ “ศักยภาพการเติบโตที่แท้จริง” (Potential Growth) ของประเทศ เพราะแม้รัฐบาลจะสามารถใช้นโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดันการเติบโตในระยะสั้นได้ แต่เมื่อมาตรการเหล่านั้นสิ้นสุดลง เศรษฐกิจจะยังสามารถเติบโตต่อไปได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของประเทศเป็นสำคัญ

ความท้าทายของประเทศไทย คือ ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี ก่อนจะลดลงมาอยู่ในระดับประมาณ 4-5% ในช่วงหลังวิกฤต และค่อย ๆ ชะลอลงมาอยู่ในระดับราว 2-3% ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ประมาณการการเติบโตในปัจจุบันจากทั้ง ธปท. สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ต่างประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าอาจขยายตัวได้เพียงราว 2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สาเหตุสำคัญไม่ได้เกิดจากปัจจัยชั่วคราวอย่างสงคราม ความผันผวนของราคาพลังงาน หรือเศรษฐกิจโลกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ จำนวนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดลดลงต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้กำลังแรงงานโดยรวมของประเทศเติบโตช้าลง นอกจากนี้ ผลิตภาพแรงงานของไทยยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง หลายอุตสาหกรรมยังคงแข่งขันด้วยต้นทุนมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศถูกท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ครัวเรือนจำนวนมากต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ แม้การท่องเที่ยวจะกลับมาและการส่งออกเริ่มฟื้นตัวก็ตาม สถาบันการเงินเองก็มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้การขยายตัวของเครดิตในระบบเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำ ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “การเติบโตต่ำเชิงโครงสร้าง” มากกว่าการชะลอตัวตามวัฏจักรปกติ

อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีเพียงด้านลบทั้งหมด การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการย้ายฐานการลงทุนบางส่วนเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย ข้อมูลจากสภาพัฒน์ ระบุว่า การลงทุนรวมในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัวในระดับสูง ขณะที่ภาคส่งออกเติบโตแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกในบางอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

แต่คำถามสำคัญ คือ การเติบโตเหล่านี้สามารถกระจายประโยชน์ไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้างได้มากเพียงใด เพราะหากการขยายตัวกระจุกอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก แรงงานทั่วไป และเศรษฐกิจฐานรากยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ได้ ประเทศอาจเผชิญภาวะ “เศรษฐกิจสองความเร็ว” มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยภารกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกยังสามารถเติบโตได้ดี ขณะที่คนจำนวนมากกลับยังรู้สึกว่าค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้โตไม่ทันรายจ่าย และโอกาสทางเศรษฐกิจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามตัวเลข GDP

ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขการเติบโตที่ 2.1% ในปีนี้จึงถือเป็นข่าวดี แต่ก็ยังมีความท้าทายที่แท้จริงที่ว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาวได้อีกครั้ง ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ การลงทุนด้านนวัตกรรม และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ท้ายที่สุด ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย อาจไม่ใช่ภาวะถดถอย หรือ วิกฤตเศรษฐกิจเฉียบพลัน แต่อาจเป็นการค่อย ๆ สูญเสียศักยภาพในการเติบโตไปทีละน้อย จนวันที่เราหันกลับมามองอีกครั้ง การเติบโตในระดับต่ำได้กลายเป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจไทยไปแล้วโดยไม่รู้ตัว และนั่นอาจเป็นโจทย์ที่ยากกว่าการรับมือกับวิกฤตระยะสั้นเสียอีก

LastUpdate 31/05/2569 22:39:10 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
01-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 1, 2026, 3:55 am