Scoop : "เมื่อความ Glam กลายเป็นหนี้" เบื้องหลังปรากฏการณ์ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ของคนไทยยุคโซเชียล


 

หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนอาจจินตนาการไม่ออกว่า วันหนึ่งเราจะสามารถผ่อนชำระค่าสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง ชานมไข่มุก กาแฟ เสื้อผ้าแฟชั่น หรือเครื่องสำอาง ได้เหมือนกับการผ่อนรถยนต์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพง แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นจริงผ่านบริการ "Buy Now Pay Later" หรือ BNPL ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าก่อนและทยอยจ่ายทีหลังเป็นงวดๆ เพียงไม่กี่คลิกบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงขั้นประกาศเตรียมเข้ามากำกับดูแลสินเชื่อประเภทนี้อย่างจริงจัง หลังพบว่าการเติบโตของ BNPL ในไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มส่งสัญญาณความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้มีรายได้ไม่สูง แต่ข้อสงสัยที่สุดของเรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า เหตุใดคนไทยจำนวนมากจึงพร้อมก่อหนี้เพื่อซื้อสินค้าที่ในอดีตแทบไม่มีใครคิดจะผ่อน และปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนอะไรเกี่ยวกับสังคมไทยในปัจจุบัน?
 
จากการบริโภคเพื่อใช้สอย สู่การบริโภคเพื่อภาพลักษณ์

ในทางเศรษฐศาสตร์ ผู้บริโภคมักตัดสินใจซื้อสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็น ความสะดวกสบาย หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในยุค        โซเชียลมีเดีย สินค้าหลายประเภทไม่ได้ถูกซื้อเพราะประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกซื้อเพราะ “ความหมาย” ที่สินค้านั้นสื่อถึง กาแฟแก้วละ 200 บาท อาจไม่ได้ให้คาเฟอีนมากกว่ากาแฟแก้วละ 50 บาทถึงสามเท่า ชานมแก้วละ 180 บาท อาจไม่ได้อร่อยกว่าชานมร้านข้างทางหลายเท่าตัว ร้านอาหารบางแห่งอาจไม่ได้โดดเด่นเรื่องรสชาติ แต่กลับมีผู้คนต่อคิวถ่าย รูปเช็กอินอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังซื้อ จึงไม่ใช่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาพลักษณ์ สถานะทางสังคม และการยอมรับจากคนรอบข้าง

ในทางสังคมวิทยา ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “การบริโภคเชิงสัญลักษณ์” หรือ Symbolic Consumption ซึ่งหมายถึงการใช้สินค้าและบริการเพื่อสื่อสารตัวตนและสถานะ มากกว่าประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง ยิ่งในยุคที่ชีวิตของผู้คนถูกนำเสนอผ่าน Instagram, TikTok และ Facebook ตลอดเวลา ความกดดันในการสร้างภาพลักษณ์จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หลายคนอาจไม่ได้อยากดื่มกาแฟราคาแพงทุกวัน แต่รู้สึกว่าต้องดื่ม หลายคนอาจไม่ได้ชอบคาเฟ่หรูเป็นพิเศษ แต่รู้สึกว่าต้องไป หลายคนอาจไม่ได้ต้องการสินค้าแบรนด์เนมจริง ๆ แต่รู้สึกว่าต้องมี เพราะในสังคมปัจจุบัน การไม่มีสิ่งเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกว่าตัวเองกำลังตกขบวนหรือด้อยกว่าคนอื่น

แต่ปัญหาสำคัญ คือ ภาพลักษณ์ที่ผู้คนพยายามรักษาเอาไว้ กลับไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ หรือรายได้ตัวเองเสมอไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด ขณะที่ค่าครองชีพกลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่จำนวนมากเผชิญกับราคาบ้านที่แพงขึ้น ค่าเช่าที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดแรงงานที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขากลับต้องเผชิญกับแรงกดดันจากโลกออนไลน์ที่นำเสนอภาพของความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา ทุกวันเราจะเห็นคนเที่ยวต่างประเทศ เห็นคนกินอาหารร้านดัง เห็นคนขับรถคันใหม่ เห็นคนถือกระเป๋าแบรนด์เนม เห็นคนใช้ชีวิตเหมือนประสบความสำเร็จ แม้ในความเป็นจริง เราไม่รู้เลยว่าภาพเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยภาระหนี้มากน้อยแค่ไหน ผลลัพธ์คือ คนจำนวนไม่น้อยเริ่มพยายามทำให้ไลฟ์สไตล์ของตัวเองใกล้เคียงกับภาพที่เห็น แม้ว่ากำลังซื้อที่แท้จริงจะยังไม่รองรับก็ตาม และนี่คือจุดที่ BNPL เข้ามามีบทบาทเพื่อตอบรับความต้องการที่บิดเบี้ยวนี้

BNPL เครื่องมือทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

จุดเด่นของ “BNPL" คือ ความง่าย ไม่ต้องมีบัตรเครดิต ไม่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติที่ซับซ้อน ไม่ต้องรอหลายวัน เพียงไม่กี่คลิกก็สามารถรับสินค้าได้ทันที สิ่งที่น่าสนใจ คือ BNPL ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการชำระเงิน แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภค จากเดิมที่ผู้คนมองราคาสินค้าทั้งก้อน ระบบกลับเปลี่ยนให้เห็นเป็นงวดเล็ก ๆ จากสินค้า 4,000 บาท กลายเป็นเพียงเดือนละ 333 บาท แล้วผ่อนรายเดือน หรือจากสินค้า 8,000 บาท กลายเป็นผ่อนเพียงวันละไม่กี่สิบบาท ในทางจิตวิทยา ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Pain of Paying” หรือ การลดความรู้สึกเจ็บปวดจากการจ่ายเงิน เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินทั้งหมดในทันที การตัดสินใจซื้อจึงเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิด Temporal Discounting ซึ่งอธิบายว่ามนุษย์มักให้คุณค่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับในปัจจุบัน มากกว่าภาระที่ต้องแบกรับในอนาคต กล่าวง่าย ๆ ก็คือ คนส่วนใหญ่ชอบได้รับของวันนี้ และค่อยกังวลเรื่องการจ่ายเงินทีหลัง

ข้อมูลจาก ธปท. ระบุว่า จำนวนบัญชี BNPL ในไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 600,000 บัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 ขณะที่มูลค่าสินเชื่อเพิ่มจาก 6,834 ล้านบาท เป็นกว่า 17,908 ล้านบาท กลุ่มผู้ใช้หลัก คือ วัยเริ่มทำงานและนักศึกษา โดยเฉพาะช่วงอายุ 23-30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการค้างชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มอื่น สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยมีประชาชนเป็นหนี้อยู่ราว 25 ล้านคน และกว่าครึ่งของลูกหนี้ทั้งหมดอยู่ในช่วงอายุ 20 - 35 ปี นั่นหมายความว่า กลุ่มคนที่ควรเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต กำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงานพร้อมภาระหนี้ที่สูงขึ้น     เรื่อย ๆ

เรื่องดังกล่าวข้างต้นนี้ หลายคนอาจมองว่าเรื่องนี้เป็นเพียงการตัดสินใจส่วนบุคคล ใครอยากผ่อนก็เป็นสิทธิของเขา แต่ในระดับเศรษฐกิจมหภาค ผลกระทบไม่ได้จบอยู่ที่ตัวลูกหนี้ หากคนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องนำรายได้ในอนาคตไปชำระหนี้จากการบริโภคในอดีต พวกเขาจะเหลือเงินสำหรับการออม การลงทุน และการสร้างทรัพย์สินน้อยลง เมื่อคนออมเงินน้อยลง ประเทศก็มีเงินทุนสำหรับการลงทุนระยะยาวน้อยลง เมื่อคนจำนวนมากติดกับดักหนี้ กำลังซื้อในอนาคตก็อ่อนแอลง และเมื่อหนี้เสียเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อระบบการเงินโดยรวมก็สูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือเหตุผลที่ ธปท. เริ่มส่งสัญญาณเข้ามากำกับ BNPL อย่างจริงจัง เพราะปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการผ่อนสินค้า แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป จากการใช้จ่ายตามกำลัง สู่การใช้จ่ายตามภาพลักษณ์ที่อยากมี และจากการสร้างฐานะจริง สู่การพยายามสร้างภาพของฐานะให้เกิดขึ้นก่อน

ในวันที่การดูประสบความสำเร็จสำคัญพอ ๆ กับการประสบความสำเร็จจริง การก่อหนี้เพื่อซื้อไลฟ์สไตล์จึงกลายเป็นเรื่องปกติของคนจำนวนมาก แต่คำถามสำคัญสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว อาจไม่ใช่ว่า BNPL ควรถูกกำกับอย่างไรเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ว่า เรากำลังสร้างสังคมที่ให้คุณค่ากับความมั่นคงทางการเงินจริง หรือกำลังให้รางวัลกับภาพลักษณ์ของความสำเร็จมากกว่ากันแน่ เพราะหากคนจำนวนมากยังคงต้องกู้เงินเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาสังคม ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยก็คงไม่ได้เกิดจากสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากค่านิยมการบริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

LastUpdate 07/06/2569 21:28:03 โดย :
กลับหน้าข่าวเด่น
08-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 8, 2026, 12:24 am