ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ "เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ฟื้นไม่ทั่วถึง" เตือนภาคผลิต-ท่องเที่ยว - SME ยังเปราะบาง ขณะโลกเข้าสู่ยุค AI Supercycle ดันต้นทุนและดอกเบี้ยสูงยาว


 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไว้ที่ 2% ชี้เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 แล้ว และจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวยังเป็นการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง เนื่องจากภาคธุรกิจจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวหลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ของปี 2569 แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญจากราคาพลังงานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐ

 
“เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 และจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ที่จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ก็ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากภายนอกอย่างใกล้ชิด” นางสาวณัฐพรกล่าว

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีการประเมินว่า แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานจะทยอยส่งผ่านจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคในช่วงไตรมาส 3-4 ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในช่วงดังกล่าว โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 3.1% เพราะแม้ราคาน้ำมันจะย่อลงมาบ้างแล้ว แต่คงไม่ได้กลับไปอยู่ในระดับก่อนเกิดสงครามได้เร็ว ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนยังคงส่งผ่านมาสู่ผู้บริโภคต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ คือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ซึ่งจากประสบการณ์ในอดีตพบว่าช่วงที่มีการดำเนินมาตรการดังกล่าว ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนมักปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน จึงคาดว่าจะช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

 
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนเมษายน ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมีสาเหตุจากการนำเข้าพลังงาน การนำเข้าปัจจัยการผลิตเพื่อการส่งออก และการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ใช่ความเสี่ยงระยะสั้น หากราคาพลังงานเริ่มทยอยปรับลดลงและการนำเข้าปัจจัยการผลิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในปีนี้ หลังเริ่มเห็นการเร่งตัวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม การลงทุนส่วนใหญ่ยังเป็นการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ทำให้ผลบวกต่อจีดีพีของไทยอาจไม่สูงเท่ากับมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าอาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทย โดยคาดว่าจะปิดสิ้นปี 2569 ที่ระดับประมาณ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่เคลื่อนไหวบริเวณ 32.50-32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแรงทางเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าอาจเริ่มชะลอลงในไตรมาส 4 หลังผลของมาตรการภาครัฐทยอยลดลง ประกอบกับความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งและการชะลอตัวของภาคส่งออกที่อาจเข้ามากดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

 
ด้านนางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจมหภาคจะเริ่มฟื้นตัว แต่ภาคธุรกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (BSI) ล่าสุดยังต่ำกว่า 50 ต่อเนื่อง และอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี

“ถ้าดูองค์ประกอบของดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ จะพบว่าจาก 6 องค์ประกอบหลัก มีถึง 4 องค์ประกอบที่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งสะท้อนว่าภาคธุรกิจยังมีมุมมองที่ระมัดระวังและเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน” นางสาวเกวลินกล่าว

 
โดยรายละเอียดของดัชนีสะท้อนให้เห็นว่า ความอ่อนแอไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบางธุรกิจเท่านั้น โดยจากองค์ประกอบหลัก 6 รายการของดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ มีถึง 4 รายการที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่าภาคธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันในหลายมิติ ทั้งต้นทุน ยอดขาย และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในระยะข้างหน้า โดยสิ่งที่ฉุดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจมากที่สุดยังเป็นเรื่องต้นทุน แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มลดลง แต่ราคาวัตถุดิบหลายรายการยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม และบางรายการอย่างซัลเฟอร์ยังได้รับผลกระทบจากมาตรการส่งออกของจีนด้วย

เพราะแม้ราคาน้ำมันจะเริ่มลดลง แต่ราคาวัตถุดิบหลายประเภท โดยเฉพาะวัตถุดิบกลุ่มปิโตรเคมีและซัลเฟอร์หรือกำมะถัน ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยซัลเฟอร์ยังได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการส่งออกของจีน ทำให้ต้นทุนการผลิตในหลายอุตสาหกรรมยังคงสูงต่อเนื่อง และอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 เดือนกว่าราคาจะเริ่มปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และนอกจากต้นทุนที่สูงขึ้นแล้ว ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 301 ซึ่งอาจส่งผล กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปี 2569 จะหดตัวประมาณ -0.5% และถือเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่กลุ่มที่ยังได้รับแรงหนุนคืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI

ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองอย่างระมัดระวัง หลังพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มชะลอตัวตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะที่ข้อมูลการจองเที่ยวบินล่วงหน้าในตลาดหลักอย่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังมีแนวโน้มลดลง แม้ในไตรมาสสุดท้ายของปีไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกหลายงาน ทั้ง IMF-World Bank Annual Meeting, Global Wellness Summit และเทศกาลดนตรี Tomorrowland ซึ่งอาจช่วยหนุนการเดินทางเข้าประเทศ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการอ่อนแรงของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีนี้จะอยู่ที่ประมาณทั้งสิ้น 30 ล้านคน ต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน

“แม้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนจะมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนทั้งปีอาจเติบโตได้ราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ด้วยสัดส่วนที่คิดเป็นเพียงประมาณ 20% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด จึงยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล โดยเฉพาะยุโรปและตลาด Long-haul อื่น ๆ” นางสาวเกวลินกล่าว

 
ด้าน นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มภาคการเงินและสินเชื่อในไทยว่า แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีจากเดิมติดลบ 0.7% เป็นบวก 0.5% แต่ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจโดยรวมฟื้นตัวแล้ว

“ตัวเลขสินเชื่อที่ดูดีขึ้นในปีนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการกู้ยืมของภาครัฐและธุรกิจรายใหญ่ หากหักส่วนนี้ออก สินเชื่อในระบบแทบจะไม่เติบโตเลย” นางสาวธัญญลักษณ์กล่าว

โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากการกู้ยืมของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อบ้านและรถยนต์ ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง
 
“ภาพที่เห็นในระบบธนาคารตอนนี้คือ NPL ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่เป็นเพราะมีการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้อย่างหนัก ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงของภาคธุรกิจหายไป” นางสาวธัญญลักษณ์กล่าว

 
ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางและระยะยาวปรับขึ้นมาอยู่ในช่วง 2-3.3% ส่งผลให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างด้านการเข้าถึงแหล่งทุนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment Grade ยังสามารถระดมทุนได้ค่อนข้างปกติ ขณะที่บริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับลงทุนหรือไม่มีอันดับเครดิต มีอัตราความสำเร็จในการระดมทุนผ่านหุ้นกู้เพียงประมาณ 50-60% สะท้อนภาวะที่นักลงทุนเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากขึ้น

ส่วนในเรื่องของระดับหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคารไทย ที่แม้จะยังอยู่ที่ราว 3% แต่เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกอย่างเข้มข้นของสถาบันการเงิน โดยข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) พบว่าสัดส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2567 และยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงจนถึงปัจจุบัน
 

 
ผลสำรวจผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศยังสะท้อนภาพความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็ก โดยกว่า 40% ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว สาเหตุหลักเกิดจากยอดขายที่ลดลง สภาพคล่องที่ตึงตัว และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนางสาวธัญญลักษณ์ระบุว่า สิ่งที่ SME ต้องการมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นรายได้ แต่เป็นมาตรการบรรเทาภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถประคองตัวอยู่รอดได้ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

 
ขณะที่มุมมองระยะยาวต่อเศรษฐกิจโลกของ นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “AI Supercycle” ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

“สงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นเหมือนห้องทดลอง AI ครั้งแรกของโลก และทำให้เราเห็นว่าความได้เปรียบในสงครามสมัยใหม่ไม่ได้อยู่ที่ใครมีรถถังหรืออาวุธมากกว่า แต่อยู่ที่ใครมี Intelligence ที่ดีกว่า” นายบุรินทร์กล่าว

 
นายบุรินทร์มองว่าสงครามดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากสงครามแบบดั่งเดิมไปสู่สงครามที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ โดยโดรนราคาเพียง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐก็สามารถทำลายอาวุธที่มีมูลค่าถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ สะท้อนความได้เปรียบเชิงต้นทุนที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยเรื่องของ Physical AI จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสนามรบ แต่จะขยายไปสู่ภาคขนส่ง การผลิต และบริการ ผ่านเทคโนโลยีอย่างรถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และระบบอัตโนมัติที่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

“เวลาพูดถึง AI คนส่วนใหญ่มักนึกถึง ChatGPT หรือ Gemini แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่เป็นเพียงชั้นบนสุดเท่านั้น ถ้าข้างล่างไม่มีพลังงาน ไม่มีชิป ไม่มี Data Center หรือ AI Factory ทุกอย่างก็เกิดขึ้นไม่ได้” นายบุรินทร์กล่าว

นายบุรินทร์อธิบายว่า การสร้าง AI ไม่ได้มีเพียงซอฟต์แวร์หรือโมเดลภาษา แต่ต้องอาศัย “เค้ก 5 ชั้น” ประกอบด้วย พลังงาน, ชิปประมวลผล, โครงสร้างพื้นฐานหรือ Data Center, โมเดล AI และแอปพลิเคชัน ซึ่งทุกชั้นต้องได้รับการลงทุนควบคู่กัน โดยในแง่ของ Data Center นั้น ในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่กลายเป็น “AI Factory” หรือโรงงานผลิตปัญญาประดิษฐ์ ที่ต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ ระบบระบายความร้อน และแร่ธาตุจำนวนมหาศาล เพราะ Data Center ในยุคปัจจุบันเป็นเหมือนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ จนสามารถกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในความขัดแย้งสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของทั้งระบบสาธารณูปโภค โรงพยาบาล ระบบการเงิน และการประมวลผลทางทหาร

 
เขายังชี้ต่อว่า ปัจจุบันรัฐบาลและกองทัพหลายประเทศเริ่มพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในการประมวลผลข้อมูล เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ทันภาคเอกชนเหมือนในอดีต ซึ่งทรัพยากรสำคัญอีกประเภทหนึ่งอย่างทองแดง (Copper) ที่เปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดและเส้นประสาทของ Data Center (เพราะใช้ทั้งในการส่งพลังงาน ระบายความร้อน และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเซิร์ฟเวอร์) จะทำให้ความต้องการทองแดงในยุค AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย Data Center ระดับ AI Factory ใช้ทองแดงมากกว่าศูนย์ข้อมูลทั่วไปถึง 5 เท่า และอาจเกิดภาวะขาดแคลนทองแดงในตลาดโลกหลายล้านตันต่อปีในอนาคต 

และนอกจากแร่ธาตุนี้แล้ว โลกของเราอาจจะต้องเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานฝีมือ โดยเฉพาะช่างไฟ ช่างระบบน้ำ และช่างก่อสร้างสำหรับ Data Center จนมีความต้องการสูงกว่าผู้จบปริญญาเอกด้าน Computer Science ในบางพื้นที่ เพราะการแข่งขันสร้าง AI Factory ทั่วโลก ต้องประกอบกับการลงทุนด้านความมั่นคงของรัฐบาลหลายประเทศ ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรทั้งพลังงาน เงินทุน วัตถุดิบ และบุคลากรในวงกว้าง ผลที่ตามมาคือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงกว่าที่โลกเคยคุ้นชินในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เนื่องจากทั้งภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีต่างต้องการระดมเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI พร้อมกัน

ภาพรวมทั้งหมดของแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ที่แถลงโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มผ่านจุดต่ำสุดและเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี 2569 แต่การฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง โดยภาคการผลิต การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ SME ยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและข้อจำกัดด้านการเงิน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI Supercycle ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขัน การลงทุน และต้นทุนทางการเงินของโลกในระยะยาว ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวรับมือกับความท้าทายรอบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
 

LastUpdate 16/06/2569 18:16:26 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
17-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 17, 2026, 5:45 am