Special Report : วิกฤตอาหารแพง แต่เกษตรกรไม่รวย เมื่อเอลนีโญกำลังบีบเศรษฐกิจไทยทั้งด้านผลผลิตและต้นทุน


 

            By วิภาดา จิณณวาโส
 
ท่ามกลางความกังวลว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้นอีกระลอก อาจเป็นภาพที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกร เพราะเมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ราคาสินค้าเกษตรก็น่าจะปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน แต่ในความเป็นจริง เอลนีโญรอบนี้อาจสร้างสถานการณ์ที่ย้อนแย้งกว่านั้น นั่นคือผู้บริโภคจะต้องซื้ออาหารแพงขึ้น ขณะที่เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารกลับมีรายได้ลดลง เพราะปริมาณผลผลิตที่หายไปอาจมากกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น และยังต้องแบกรับต้นทุนปุ๋ย พลังงาน ค่าไฟฟ้า และการจัดการน้ำที่อยู่ในระดับสูงพร้อมกัน

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้มีการยืนยันว่า เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยประเมินว่าอาจพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากในช่วงปลายปี ความเสี่ยงสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่คือการเปลี่ยนแปลงของทิศทางลมและฝน ซึ่งมักทำให้ภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งมากขึ้น

ซึ่งความน่ากังวลของรอบนี้ คือ เอลนีโญไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานสภาพภูมิอากาศเดียวกับเมื่อสิบปีก่อน แต่กำลังก่อตัวในช่วงที่อุณหภูมิโลกอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว จนอาจเรียกได้ว่าเป็น        “เอลนีโญบนฐานโลกเดือด” กล่าวคือ ความร้อนจากวัฏจักรธรรมชาติเข้ามาซ้ำเติมแนวโน้มโลกร้อน ทำให้ผลกระทบต่อพืช แหล่งน้ำ แรงงาน และระบบพลังงานอาจรุนแรงกว่าประสบการณ์เดิม แม้ระดับความแรงสูงสุดของเอลนีโญจะยังต้องติดตามต่อไปก็ตาม

สำหรับประเทศไทย ที่อยู่ในภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเปราะบางที่สุดตกไปอยู่ที่กลุ่มการเกษตร ซึ่งใช้น้ำราวสามในสี่ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 80% อยู่นอกเขตชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เมื่อฝนมาช้าหรือทิ้งช่วงนานกว่าปกติ เกษตรกรไทยจึงแทบไม่มีเครื่องมือป้องกันผลผลิต ความเสี่ยงยิ่งชัดขึ้นเมื่อปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนหลายพื้นที่เริ่มลดต่ำ โดยเฉพาะภาคกลางซึ่งเป็นฐานเพาะปลูกข้าวนาปรังที่สำคัญ (หรือก็คือการปลูกข้าวนอกฤดูฝน ที่นิยมเริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนถึงเมษายนของปีถัดไป โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูแล้ง)

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 ความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยในกรณีฐานอาจอยู่ที่ประมาณ 62,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.31% ของ GDP แต่หากสถานการณ์รุนแรงและราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นมาก ความเสียหายอาจแตะ 100,000 ล้านบาท และกดดัน GDP ได้ถึง 0.51% ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นฉากทัศน์ ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านภูมิอากาศสามารถส่งผ่านจากไร่นาไปสู่เศรษฐกิจทั้งประเทศได้มากเพียงใด

โดย “ข้าว” เป็นพืชที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ในกรณีรุนแรง ผลผลิตอาจหายไปประมาณ 9.74 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 75,000 ล้านบาท ส่วนกรณีฐานผลผลิตอาจลดลงประมาณ 5.4 ล้านตัน มูลค่ากว่า 43,000 ล้านบาท ขณะที่อ้อยและมันสำปะหลังมีโอกาสได้รับผลกระทบตามมา เพราะพืชเหล่านี้ต้องเผชิญทั้งการขาดน้ำและอุณหภูมิสูง ซึ่งกระทบต่อการเจริญเติบโต การติดดอก และปริมาณผลผลิตต่อไร่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้มีเพียง “ผลผลิตหาย” แต่เป็นภาวะ Supply Shock ด้านอุปทานที่เกิดขึ้นสองด้านพร้อมกัน กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เกษตรกรมีผลผลิตให้ขายน้อยลงจากภัยแล้ง แต่อีกในด้าน ต้นทุนต่อไร่กลับสูงขึ้นจากราคาปุ๋ย พลังงาน ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างความผันผวนต่อราคาพลังงานและปุ๋ย ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง แม้สถานการณ์ขนส่งพลังงานจะคลี่คลายในบางช่วง ต้นทุนเหล่านี้ก็ไม่ได้ลดลงทันที เพราะต้องใช้เวลาส่งผ่านตลอดห่วงโซ่การผลิตและการค้า

ผลลัพธ์คือเกษตรกรไทยจะถูกบีบจากทั้งรายได้และค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิตที่ลดลงทำให้มีสินค้าขายน้อยลง ขณะที่ราคาที่เพิ่มขึ้นอาจชดเชยความเสียหายได้เพียงบางส่วน ศูนย์วิจัยกรุงไทยคาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2569 อาจลดลงประมาณ 8% โดยเฉพาะข้าวที่ผลผลิตมีแนวโน้มหดตัวแรง และอาจลดลงต่อเนื่องในปี 2570 จึงเกิดภาวะ “อาหารแพง แต่เกษตรกรไม่รวย” เพราะราคาหน้าร้านที่สูงขึ้นไม่ได้ไหลกลับไปเป็นกำไรของผู้ผลิตทั้งหมด หากถูกหักออกด้วยผลผลิตที่หายไปและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก่อนแล้ว

เมื่อรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายลดลง เกษตรกรบางส่วนอาจไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับฤดูเพาะปลูกถัดไป ทางเลือกที่เหลือ คือ กู้ยืมเพิ่ม ลดการใช้ปุ๋ย เลื่อนการเพาะปลูก หรือปล่อยพื้นที่ว่าง ซึ่งทุกทางเลือกสามารถย้อนกลับมาซ้ำเติมผลผลิตในรอบต่อไป กลายเป็นวงจรที่ผลผลิตลด รายได้ลด เงินลงทุนลด และผลผลิตลดลงอีก ความเสียหายจากเอลนีโญจึงอาจไม่จบพร้อมฤดูแล้ง แต่ยืดเยื้อไปถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเปราะบางของชุมชนเกษตรในระยะยาว

ยังไม่หมดแค่นั้น แรงกระแทกจากเรื่องนี้ยังส่งต่อจากเกษตรกรไปยังธุรกิจกลางน้ำและปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างชัดเจนคือธุรกิจโรงสี เพราะเมื่อข้าวเปลือกเข้าสู่ระบบน้อยลง โรงสีต้องแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบในราคาสูงขึ้น ขณะที่กำลังการผลิตถูกใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ มีการประเมินว่า ปริมาณข้าวเปลือกเข้าสู่โรงสีอาจลดลงราว 18% และต้นทุนรับซื้อเพิ่มประมาณ 10% แต่ราคาขายส่งข้าวสารอาจปรับขึ้นได้เพียง 7% เพราะยังถูกจำกัดด้วยการแข่งขันในตลาดส่งออก ส่วนต่างกำไรของโรงสีจึงถูกบีบ แม้ราคาข้าวในตลาดจะสูงขึ้นก็ตาม

ภาพเดียวกันนี้ยังสามารถเกิดขึ้นกับโรงงานน้ำตาล, แป้งมันสำปะหลัง, อาหารสัตว์ ปศุสัตว์, ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนร้านอาหารและค้าปลีก เนื่องจากเมื่อวัตถุดิบทางการเกษตรมีปริมาณลดลงและราคาแพงขึ้น ธุรกิจต้องเลือกระหว่างยอมรับกำไรที่ลดลง หรือส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค หากเลือกอย่างหลัง เงินเฟ้อหมวดอาหารก็จะเพิ่มขึ้นและลดกำลังซื้อของครัวเรือน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยซึ่งใช้สัดส่วนรายได้กับอาหารสูงกว่ากลุ่มอื่น

ดังนั้นแล้ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจึงเกิดผ่านสองช่องทางพร้อมกัน ช่องทางแรก คือ รายได้ภาคเกษตรที่ลดลง กดดันการบริโภคในต่างจังหวัดและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อของครัวเรือนเกษตร ส่วนช่องทางที่สอง คือ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งกดดันอุตสาหกรรมอาหารและเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ เมื่อรายได้ลดแต่ค่าครองชีพสูงขึ้น เศรษฐกิจจะถูกบีบทั้งด้านการผลิตและการบริโภคในเวลาเดียวกัน

ในระดับภูมิภาค ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะเอเชียเป็นทั้งแหล่งผลิตและตลาดบริโภคข้าวขนาดใหญ่ อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างเผชิญความเสี่ยงจากฝนที่ลดลง การขาดแคลนน้ำ และต้นทุนการสูบน้ำที่เพิ่มขึ้น หากหลายประเทศมีผลผลิตลดลงพร้อมกัน ราคาข้าวในตลาดโลกย่อมมีแรงกดดันขาขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สต็อกข้าวโลกเริ่มตึงตัว แต่เอลนีโญไม่ได้ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรหายไปจากโลกพร้อมกันทั้งหมด เพราะขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญภัยแล้ง บางพื้นที่ในทวีปอเมริกาอาจได้รับฝนมากขึ้นและมีสภาพเอื้อต่อการปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง หรือข้าวสาลี นั่นทำให้ราคาอาหารแต่ละชนิดไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม การที่อาหารยังมีอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งไม่ได้แปลว่าปัญหาความมั่นคงทางอาหารจะหมดไป เพราะสินค้าคนละชนิดไม่สามารถทดแทนกันได้ทันที และยังมีต้นทุนขนส่ง ค่าเงิน มาตรการจำกัดการส่งออก และการกักตุนของแต่ละประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง โลกอาจไม่ได้ขาดอาหารทั้งหมด แต่บางภูมิภาคสามารถขาดอาหารบางชนิดและต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้นได้

สำหรับไทย ราคาข้าวโลกที่สูงขึ้นอาจถูกมองเป็นโอกาสของผู้ส่งออก หากประเทศคู่แข่งมีผลผลิตลดลง แต่โอกาสนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อไทยสามารถรักษาปริมาณผลผลิตของตัวเองไว้ได้มากพอ หากไทยเผชิญภัยแล้งในระดับเดียวกัน ราคาที่เพิ่มขึ้นอาจไม่สามารถชดเชยปริมาณส่งออกที่หายไป อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงความเพียงพอของอาหารในประเทศด้วย ในตลาดสินค้าเกษตร การมีราคาดีจึงไม่สำคัญเท่ากับการมีสินค้าเหลือสำหรับส่งมอบ ดังนั้นทางออกจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การเยียวยาหลังผลผลิตเสียหาย แต่ต้องขยับไปสู่การบริหารความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤต ภาคธุรกิจเกษตรแปรรูปจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ Contract Farming และการกระจายแหล่งจัดซื้อ ไม่พึ่งพาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป พร้อมใช้ข้อมูลสภาพอากาศและแบบจำลองผลผลิตเพื่อวางแผนสต็อกและล็อกต้นทุนล่วงหน้า แทนการซื้อวัตถุดิบแบบวันต่อวันในช่วงที่ตลาดผันผวน

สำหรับด้านเกษตรกร การเลือกพันธุ์พืชทนแล้ง การปรับปฏิทินเพาะปลูก การทำนาเปียกสลับแห้ง และการใช้เทคโนโลยีวัดความชื้นอาจสามารถช่วยลดการใช้น้ำและรักษาผลผลิตได้บางส่วน แต่ข้อจำกัดสำคัญ คือ เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่มีเงินทุนสำหรับลงทุนระบบใหม่ รัฐจึงต้องเชื่อมมาตรการทางการเงิน ประกันภัยพืชผล ข้อมูลพยากรณ์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เพียงแนะนำให้เกษตรกรปรับตัวโดยปล่อยให้รับต้นทุนเองทั้งหมด

ในระยะยาว สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ฐานข้อมูล Climate Risk และงานวิจัยพันธุ์พืชที่ทนต่อทั้งความร้อนและความแห้งแล้ง เพราะเมื่อเอลนีโญเกิดถี่ขึ้น ภาคเกษตรจะมีเวลาฟื้นตัวระหว่างรอบน้อยลง การบริหารน้ำแบบเดิมที่รอให้เกิดภัยแล้งแล้วจึงจัดสรรงบช่วยเหลือจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

ท้ายที่สุด วิกฤตเอลนีโญรอบนี้กำลังชี้ให้เห็นว่า ราคาอาหารที่สูงขึ้นไม่ได้สะท้อนความมั่งคั่งของผู้ผลิตเสมอไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นสัญญาณว่าระบบการผลิตกำลังสูญเสียผลผลิตและต้องใช้ต้นทุนมากขึ้นเพื่อให้ได้อาหารปริมาณเท่าเดิม หากประเทศไทยยังปล่อยให้เกษตรกรรับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเพียงลำพัง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่รายได้ในไร่นา แต่จะลามไปยังโรงงาน ผู้ส่งออก เงินเฟ้อ กำลังซื้อ และการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งประเทศ

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้ผ่านฤดูแล้งครั้งนี้ไปได้ แต่คือทำอย่างไรให้ระบบเกษตรและอาหารสามารถรักษาผลผลิตไว้ได้ในโลกที่อากาศร้อนขึ้นและคาดเดายากกว่าเดิม เพราะโอกาสจากราคาอาหารโลกจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเกษตรกรไทยยังมีสินค้าให้ขาย และรายได้ที่เพิ่มขึ้นต้องมากพอจะหลุดพ้นจากต้นทุนและหนี้ที่กำลังไล่ตามอยู่ด้วย

LastUpdate 29/07/2569 19:10:26 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
29-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 29, 2026, 8:47 pm