Special Report : คนไทยเกิดน้อยลง เศรษฐกิจไทยจะโตอย่างไร? เมื่อทางรอดไม่ใช่เพิ่มแรงงาน แต่ต้องเพิ่ม Productivity


 

    by วิภาดา จิณณวาโส
 
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ได้มีแค่โครงสร้างประชากร แต่กำลังเปลี่ยนสมการการเติบโตของประเทศด้วย เพราะเศรษฐกิจไทยในอดีตเคยอาศัยแรงงานจำนวนมากเป็นฐานสำคัญของการผลิต การส่งออก การก่อสร้าง การท่องเที่ยว และภาคบริการ แต่เมื่อคนวัยทำงานไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนเดิม โมเดลที่เคยใช้ได้อาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคต

ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อประเทศไทยตั้งเป้าหมายระยะยาวที่จะขยับจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยธนาคารโลกมองว่าไทยยังมีโอกาสยกระดับรายได้ภายในช่วงประมาณ 12 ปี หากสามารถเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยกำลังเผชิญทั้งสังคมสูงวัย การลงทุนที่ชะลอตัว และการเติบโตของผลิตภาพที่จำกัด หากไม่มีการปฏิรูป ศักยภาพการเติบโตตามการรายงานจากทาง ธนาคารโลก หรือ World Bank อาจลดจากเฉลี่ย 3.2% ในช่วงปี 2011 – 2021 เหลือประมาณ 2.7% ในช่วงปี 2022-2030 ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโจทย์ของไทยไม่ได้อยู่แค่การทำให้ GDP โตขึ้นในแต่ละปี แต่คือการรักษาความสามารถของเศรษฐกิจในการสร้างรายได้ ท่ามกลางจำนวนคนที่มีแนวโน้มลดลง

ในอดีต เมื่อประชากรวัยทำงานเพิ่มขึ้น ประเทศสามารถขยายกำลังการผลิตได้ง่ายขึ้น มีคนเข้าสู่โรงงาน ธุรกิจบริการ และตลาดแรงงานมากขึ้น ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ยังเป็นผู้บริโภค ผู้เสียภาษี ผู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ และสร้างครัวเรือนใหม่ จึงเกิดแรงส่งทั้งฝั่งการผลิตและการใช้จ่าย แต่เมื่อฐานประชากรรุ่นใหม่แคบลง ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตลาดแรงงาน เพราะกำลังซื้อ ฐานภาษี การลงทุน และความต้องการสินค้าและบริการบางประเภทก็มีโอกาสชะลอตัวตามไปด้วย

ธนาคารโลกเคยประเมินว่า สัดส่วนประชากรวัยทำงานของไทยอาจลดจากประมาณ 71% ของประชากรในปี 2020 เหลือราว 56% ในปี 2060 หรือคิดเป็นการลดลงของประชากรวัยทำงานเกือบ 30% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่ลดลงมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก นั่นหมายความว่าไทยไม่สามารถวางแผนเศรษฐกิจโดยตั้งสมมติฐานว่าจำนวนแรงงานจะเพิ่มขึ้นได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป

ตรงนี้เองที่ “ผลิตภาพ” หรือ Productivity กลายเป็นตัวแปรสำคัญ หากมองแบบง่ายที่สุด การเติบโตของเศรษฐกิจมาจากจำนวนคนที่ทำงานและมูลค่าที่คนเหล่านั้นสร้างได้ต่อคน เมื่อด้านหนึ่งคือจำนวนแรงงานมีแนวโน้มลดลง ไทยจึงจำเป็นต้องทำให้อีกด้านเพิ่มขึ้น นั่นคือ คนหนึ่งคนต้องสามารถสร้างผลผลิต รายได้ หรือมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่าเดิม พูดให้ตรงที่สุดคือ เมื่อไทยไม่สามารถโตด้วยการมี “คนเยอะ” ได้เหมือนเดิม ก็ต้องโตด้วยการทำให้ “คนหนึ่งคนมีพลังทางเศรษฐกิจมากขึ้น”

นี่จึงทำให้ Productivity ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องของโรงงานหรือฝ่ายเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ระดับประเทศ ตั้งแต่คุณภาพการศึกษา ทักษะแรงงาน การลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงโครงสร้างอุตสาหกรรม หากแรงงานหนึ่งคนใช้เวลาจำนวนเท่าเดิม แต่ยังสร้างมูลค่าได้เท่าเดิม ประเทศก็แทบไม่มีทางยกระดับรายได้ต่อหัวได้เร็วพอ เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ AI ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และซอฟต์แวร์สามารถทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มากขึ้น ลดงานซ้ำ และช่วยให้ธุรกิจผลิตสินค้าและบริการได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แต่เป้าหมายไม่ควรจบเพียงการซื้อเครื่องจักรหรือใช้ AI เพื่อประหยัดเวลา เพราะสิ่งที่ไทยต้องการจริง ๆ คือการเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานให้แรงงานไปอยู่กับงานที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น

หากระบบอัตโนมัติช่วยลดเวลาที่พนักงานต้องใช้กับงานเอกสาร คุณค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้เพิ่มขึ้นเพียงเพราะเอกสารเสร็จเร็วกว่าเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาที่ประหยัดได้ถูกนำไปใช้กับการวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบสินค้า การขาย การวิจัย หรือการสร้างบริการใหม่ที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม นี่คือความแตกต่างระหว่างการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “ลดต้นทุน” กับการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “เพิ่มผลิตภาพ”

อย่างไรก็ตาม การเพิ่ม Productivity ของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับ AI เพียงอย่างเดียว เพราะไทยยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในกิจกรรมที่ผลิตภาพไม่สูง และมีปัญหาแรงงานนอกระบบในวงกว้าง OECD ระบุว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพควบคู่กับการรับมือสังคมสูงวัยและแรงงานนอกระบบ ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุและทำให้การเลี้ยงดูบุตรสามารถเดินไปพร้อมกับการทำงานของผู้หญิงได้

ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า Productivity ไม่ได้หมายถึงการทำให้คนทำงานหนักขึ้น แต่หมายถึงการทำให้ระบบเศรษฐกิจช่วยให้คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทอย่างมาก เพราะการเพิ่มผลิตภาพต้องมาจากการลงทุนจริง ทั้งเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ ข้อมูล การวิจัยและพัฒนา และการฝึกอบรมแรงงาน หากบริษัทไทยยังแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานต่ำเป็นหลัก เมื่อค่าจ้างเพิ่มขึ้นหรือแรงงานหายากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันก็จะถูกบีบลงเรื่อย ๆ แต่หากเปลี่ยนไปแข่งขันด้วยเทคโนโลยี ทักษะ และมูลค่าเพิ่ม บริษัทจะสามารถจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นพร้อมกับสร้างผลผลิตต่อแรงงานสูงขึ้นได้

ในระดับประเทศ เรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมด้วย ไทยไม่ควรเพียงพยายามรักษาธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก แต่ต้องสร้างพื้นที่ให้ธุรกิจที่ใช้ทุน เทคโนโลยี ความรู้ และทักษะสูงเติบโตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล เฮลท์แคร์ เทคโนโลยีชีวภาพ หรือบริการมูลค่าสูง เพราะหากประเทศต้องการรายได้ต่อหัวสูงขึ้น การเพิ่มจำนวนคนอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบอีกแล้ว

OECD ระบุว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพเพื่อรับมือกับการแข่งขันจากประเทศอื่นและการสูงวัยของประชากร โดยผลิตภาพจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต  ขณะที่ธนาคารโลกก็ชี้ว่าการสูงวัยจะยิ่งขยายผลกระทบจากผลิตภาพแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นเรื่องประชากรกับเรื่อง Productivity จึงไม่ใช่ปัญหาสองเรื่องที่แยกจากกัน แต่เป็นโจทย์เดียวกันของเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม การพูดถึง Productivity ไม่ได้หมายความว่าไทยควรเลิกสนใจเรื่องการเกิด ตรงกันข้าม นโยบายประชากรและนโยบายเศรษฐกิจต้องเดินคู่กัน เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าแต่ละนโยบายมีระยะเวลาให้ผลต่างกัน การสนับสนุนให้คนมีลูกวันนี้ไม่สามารถสร้างแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดได้ทันที เด็กที่เกิดวันนี้ต้องใช้เวลาอีกกว่าสิบปีกว่าจะเริ่มเข้าสู่วัยแรงงาน ดังนั้นมาตรการเพิ่มการเกิดจึงเป็นการลงทุนระยะยาว ขณะที่การเพิ่ม Productivity เป็นเครื่องมือที่ต้องเร่งทำตั้งแต่วันนี้

การส่งเสริมการมีบุตรเองก็ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เงินอุดหนุนหลังคลอด เพราะต้นทุนของการมีลูกกินเวลาหลายสิบปี ทั้งค่าเลี้ยงดู การศึกษา ที่อยู่อาศัย และต้นทุนด้านอาชีพ โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางรายได้ หากต้องการให้คนตัดสินใจมีลูกมากขึ้น สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจต้องทำให้การมีครอบครัวไม่หมายถึงการต้องแลกกับโอกาสในการทำงานหรือคุณภาพชีวิตทั้งหมด ในระหว่างนั้น ไทยยังมีช่องทางเพิ่มกำลังแรงงานจากคนที่มีอยู่แล้ว เช่น การทำให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพสามารถทำงานต่อได้ การเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิง และการลดอุปสรรคที่ทำให้คนออกจากตลาดแรงงานเร็วเกินไป แนวทางเหล่านี้ไม่ได้หยุดการหดตัวของประชากร แต่ช่วยให้ไทยใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ “จำนวนคน” เป็นข้อได้เปรียบ ไปสู่ยุคที่ต้องพึ่ง “คุณภาพของคนและมูลค่าที่สร้างได้ต่อคน” มากขึ้น ประชากรลดลงไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจต้องหดตัว หากไทยเร่งเพิ่ม Productivity ควบคู่กับการรักษาฐานประชากรผ่านนโยบายส่งเสริมการเกิด การเพิ่มการเกิดคือการลงทุนสำหรับแรงงานในอีก 15 – 20 ปีข้างหน้า ขณะที่การเพิ่ม Productivity คือสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คนที่มีอยู่สร้างมูลค่าได้มากขึ้น หากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง จึงต้องเปลี่ยนจากการเติบโตด้วยแรงงานจำนวนมาก ไปสู่เศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีและทักษะช่วยขยายศักยภาพของคน เพราะในวันที่คนวัยทำงานลดลง ความสามารถในการสร้างมูลค่าต่อคนจะกลายเป็นตัวชี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในทศวรรษหน้า

LastUpdate 13/09/2569 22:17:31 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
14-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 14, 2026, 2:17 am