
by วิภาดา จิณณวาโส
ตัวเลขการส่งออกไทยที่ขยายตัว 18.2% ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 กำลังสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยอีกด้านที่แตกต่างจากความรู้สึกของภาคครัวเรือนและธุรกิจจำนวนไม่น้อย เพราะแม้การส่งออกจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่คำถามที่ใหญ่กว่าตัวเลขการเติบโตคือ มูลค่าจากการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นนั้นตกถึงมือผู้ประกอบการไทยมากน้อยเพียงใด และประเทศไทยสามารถเก็บมูลค่าเพิ่มจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไว้ในประเทศได้มากแค่ไหน
ประเด็นดังกล่าวกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของการสร้าง New Growth ของไทย เมื่อกระทรวงพาณิชย์เสนอแนวคิด Unlocking New Growth พร้อมชี้ให้เห็นว่า การฟื้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปไม่ควรหมายถึงการพยายามนำเศรษฐกิจกลับไปสู่จุดเดิม แต่ต้องปลดล็อกศักยภาพใหม่ ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยี การเปิดตลาด และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม
โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งถือเป็นฐานขนาดใหญ่ที่สุดของระบบเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันมีมากกว่า 3.28 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด จ้างงานมากกว่า 13.6 ล้านคน และสร้าง GDP ราว 35% แต่กลับมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 14% ตัวเลขนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงว่า SME ไทยมีจำนวนมาก แต่ยังบอกด้วยว่ามีช่องว่างอีกมหาศาลในการพาผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางเข้าสู่ตลาดโลกและทำให้พวกเขาได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น
นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “Export Growth” กับ “Local Value Creation” เพราะการส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า มูลค่าทั้งหมดจะถูกสร้างขึ้นและถูกเก็บไว้ในประเทศไทย หากธุรกิจไทยยังอยู่ในตำแหน่งที่รับจ้างผลิต ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ หรือเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าตามแบบและคำสั่งซื้อของบริษัทอื่น มูลค่าที่ธุรกิจไทยได้รับย่อมมีข้อจำกัด แม้สินค้าจะถูกส่งออกไปสร้างยอดขายจำนวนมากในตลาดโลกก็ตาม
ในระบบการผลิตสมัยใหม่ ผู้ที่ได้ส่วนแบ่งจากสินค้ามากที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ที่ผลิตสินค้าเสร็จในโรงงาน แต่เป็นผู้ที่ถือครององค์ประกอบที่สร้างมูลค่าสูงกว่า ตั้งแต่การออกแบบ เทคโนโลยี สิทธิบัตร แบรนด์ การตลาด ช่องทางจัดจำหน่าย ไปจนถึงข้อมูลและความสัมพันธ์กับผู้บริโภค ดังนั้น การยกระดับ SME จาก OEM ไปสู่ ODM และ OBM จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะทางธุรกิจ แต่เป็นการขยับตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก
OEM หรือ Original Equipment Manufacturer คือการรับจ้างผลิตตามแบบหรือความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและสะสมฐานการผลิตมาเป็นเวลานาน ข้อดีคือช่วยให้ไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่และตลาดต่างประเทศได้ แต่ข้อจำกัดคืออำนาจในการกำหนดราคาและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคปลายทางยังอยู่กับเจ้าของแบรนด์เป็นหลัก
ขั้นต่อมาคือ ODM หรือ Original Design Manufacturer ซึ่งผู้ผลิตไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตตามคำสั่ง แต่สามารถออกแบบและพัฒนาสินค้าได้เองมากขึ้น ตรงนี้ทำให้ธุรกิจเริ่มขยับจากการขายกำลังการผลิตไปสู่การขายความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถทางเทคโนโลยี ก่อนจะไปถึง OBM หรือ Original Brand Manufacturer ซึ่งเป็นขั้นที่ธุรกิจสามารถผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง
ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่แค่ชื่อเรียก แต่เป็นเรื่องของ “ใครเป็นเจ้าของมูลค่า” หากธุรกิจไทยสามารถถือครองแบรนด์ การออกแบบ เทคโนโลยี และบริการของตัวเองได้มากขึ้น รายได้ที่เกิดจากสินค้าหนึ่งชิ้นก็มีโอกาสถูกเก็บไว้ในประเทศไทยมากขึ้น และที่สำคัญคือทำให้ธุรกิจมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ไม่ต้องแข่งขันด้วยราคาหรือค่าแรงเพียงอย่างเดียว
เรื่องนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก เพราะโลกไม่ได้แข่งกันด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเหมือนในอดีตอีกต่อไป ภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การกระจายความเสี่ยงของ Supply Chain เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร กำลังทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น
ต้นทุนจึงยังสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบเดียว ประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าอาจไม่ได้เป็นผู้ชนะเสมอไป หากไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา ไม่ผ่านมาตรฐาน หรือมีความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ในทางกลับกัน ประเทศที่สามารถเป็น Trusted Partner มีมาตรฐาน มีความยืดหยุ่น และตอบสนองต่อตลาดได้เร็ว ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น
ตรงนี้เป็นโอกาสของไทย เพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการจำนวนมากอยู่แล้ว เพียงแต่โจทย์ต่อไปไม่ใช่การเพิ่มจำนวนโรงงานหรือเพิ่มปริมาณการผลิตเท่านั้น แต่ต้องทำให้ธุรกิจไทยขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สร้างมูลค่าได้สูงกว่าเดิม ยิ่งเมื่อโครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่แรงงานไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนในอดีต การเติบโตด้วยการเพิ่มจำนวนคนจึงทำได้ยากขึ้น เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องพึ่ง Productivity มากกว่าเดิม นั่นหมายถึงการทำให้ธุรกิจหนึ่งรายสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแรงงานในสัดส่วนเดียวกัน
SME จึงมีความสำคัญกับเรื่องนี้โดยตรง เพราะหากธุรกิจรายเล็กจำนวนหลายล้านรายสามารถใช้เทคโนโลยี Data ระบบอัตโนมัติ มาตรฐาน และองค์ความรู้เพื่อเพิ่มผลิตภาพได้พร้อมกัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สามารถยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
การเปลี่ยนจาก Survive ไปสู่ Scale หรือจาก “อยู่รอด” สู่ “เติบโตและขยายธุรกิจ” จึงมีความหมายมากกว่าการช่วยให้ SME ไม่ปิดกิจการ เป้าหมายควรเป็นการสร้างเส้นทางให้ธุรกิจสามารถเติบโตจาก Start ไปสู่ Scale Up จากนั้นพัฒนาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและขยายไปสู่ Regional Player หรือ Global Player ในที่สุด เพราะเศรษฐกิจที่มีธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากแต่ไม่สามารถโตขึ้นได้ ย่อมมีข้อจำกัดในการสร้างผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การพา SME ออกสู่ตลาดโลกไม่สามารถทำได้ด้วยการเปิดตลาดเพียงอย่างเดียว แม้ไทยจะมี FTA หรือความตกลงการค้าเสรีที่ช่วยลดกำแพงทางการค้า แต่การมีสิทธิพิเศษทางภาษีไม่ได้แปลว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถขายสินค้าในตลาดนั้นได้ทันที ธุรกิจยังต้องมีมาตรฐานที่ตลาดยอมรับ มีเงินทุน มีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค มีระบบโลจิสติกส์ มีช่องทางจัดจำหน่าย และมีแบรนด์ที่สามารถแข่งขันได้
ดังนั้น FTA ควรถูกมองเป็น “ประตู” ที่เปิดให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปแข่งขันในตลาดใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การสร้างผู้ประกอบการที่มีความพร้อมจะเดินผ่านประตูนั้น หากเปิดตลาดได้มากขึ้น แต่หาก SMEs ไทยยังไม่มีความสามารถในการใช้ประโยชน์จากตลาด โอกาสทางการค้าก็อาจตกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบการต่างชาติแทน การเชื่อม SME เข้ากับธุรกิจขนาดใหญ่จึงเป็นอีกกลไกที่มีความสำคัญ เพราะบริษัทขนาดใหญ่มีตลาด เทคโนโลยี เงินทุน มาตรฐาน และเครือข่ายระหว่างประเทศ ขณะที่ SMEs มีความคล่องตัวและความสามารถในการสร้างสินค้าเฉพาะทาง การทำให้ทั้งสองส่วนเชื่อมกันได้ดีขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาเองตั้งแต่ต้น แต่สามารถใช้ Supply Chain ที่มีอยู่เป็นฐานในการขยายธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็ต้องลดต้นทุนที่ไม่ได้เกิดจากการผลิตโดยตรง แต่เกิดจากกฎระเบียบและขั้นตอนการทำธุรกิจ หากผู้ประกอบการต้องใช้เวลาจำนวนมากกับเอกสาร การขออนุญาต หรือการติดต่อหน่วยงานรัฐ ต้นทุนเหล่านี้จะกลายเป็นภาระที่ลดความสามารถในการแข่งขันโดยไม่จำเป็น การยกระดับบริการภาครัฐเป็นดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูล และการลดระยะเวลาในการดำเนินการจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Productivity ของประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง การแข่งขันที่เป็นธรรมก็มีความสำคัญไม่แพ้การส่งเสริมผู้ประกอบการ เพราะหาก SME ไทยต้องแข่งขันกับสินค้าผิดกฎหมาย สินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือธุรกิจที่ใช้ช่องทางหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ ต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องก็จะสูงขึ้น และแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อพัฒนาสินค้าและแบรนด์ของตัวเองก็ลดลง
ทั้งหมดนี้ทำให้บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ต้องกว้างกว่าการดูแลราคา เจรจา FTA หรือผลักดันการส่งออก แต่ต้องเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาด ลดข้อจำกัด และเปิดทางให้ธุรกิจไทยสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ทั้งการ Stabilize เพื่อดูแลสิ่งที่ยังเปราะบาง และ Transform เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
เพราะเป้าหมายของ New Growth ไม่ควรอยู่แค่การทำให้ส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ต้องทำให้ธุรกิจไทยขยับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สร้างและเก็บมูลค่าได้มากกว่าเดิม การเปลี่ยนจาก OEM สู่ ODM และ OBM จึงไม่ใช่แค่เส้นทางเติบโตของ SME แต่เป็นโจทย์ว่าไทยจะเป็นเพียงฐานการผลิต หรือจะเป็นเจ้าของแบรนด์ เทคโนโลยี การออกแบบ และบริการที่สร้างมูลค่าจากตลาดโลกกลับเข้าประเทศ หาก SME ไทยสามารถก้าวจากผู้รับจ้างผลิตสู่เจ้าของแบรนด์และผู้เล่นในตลาดโลกได้มากขึ้น การส่งออกก็จะไม่ใช่เพียงตัวเลขที่เติบโต แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้ ผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ข่าวเด่น