Scoop : น้ำท่วมไม่ได้เสียแค่ค่าซ่อมบ้าน เมื่อ Climate Shock กำลังกลายเป็นต้นทุนเศรษฐกิจไทย



 by วิภาดา จิณณวาโส
 
ภาพน้ำท่วมตั้งแต่กลางเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงปลายเดือนนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความเสียหายของบ้านเรือนและทรัพย์สินประชาชน แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่กระจายไปหลายภาคส่วน ตั้งแต่การค้า การขนส่ง การท่องเที่ยว การผลิต เกษตรกรรม ไปจนถึงรายได้ของแรงงานและงบประมาณภาครัฐ

สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 31 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวม 195 อำเภอ 1,196 ตำบล และ 8,249 หมู่บ้าน กระทบ 1,041,307 ครัวเรือน หรือ 2,932,661 คน สะท้อนว่าผลกระทบยังขยายวงในบางพื้นที่ แม้หลายจุดเริ่มเข้าสู่ระยะเร่งระบายน้ำแล้วก็ตาม

ขณะเดียวกัน การประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย โดย สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ว่า ความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 367 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท และมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาและขอบเขตของน้ำท่วม

เหตุผลที่ความเสียหายยังไม่จบพร้อมกับระดับน้ำ เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ได้มีเพียงบ้านหรือรถยนต์ที่เสียหาย แต่ยังรวมถึงรายได้ที่หายไปจากธุรกิจที่ต้องหยุดดำเนินงาน การเดินทางที่สะดุด การผลิตที่หยุดชะงัก สินค้าที่ส่งไม่ถึงปลายทาง และต้นทุนในการฟื้นฟูหลังน้ำลด

น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไร?

ผลกระทบชั้นแรก คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก เมื่อถนนถูกน้ำท่วม การเดินทางและขนส่งทำได้ยาก ร้านค้าเปิดไม่ได้ ลูกค้าเดินทางมาไม่ได้ และพนักงานบางส่วนไม่สามารถไปทำงานได้ รายได้ของธุรกิจจึงหายไป แม้ตัวอาคารหรือทรัพย์สินอาจไม่ได้เสียหายทั้งหมด โดยกรมทางหลวง รายงานเมื่อวันที่ 30 กันยายน ว่า มีทางหลวงถูกน้ำท่วม 256 แห่งใน 26 จังหวัด และในจำนวนนี้ 67 แห่ง ยังไม่สามารถผ่านได้ สะท้อนว่าปัญหาการเดินทางและขนส่งยังเป็นข้อจำกัดต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่

ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านค้าที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ลามไปยังบริการขนส่ง ร้านอาหาร ค้าปลีก ค้าส่ง ผู้ให้บริการส่งสินค้า และธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภค เมื่อคนเดินทางไม่ได้ ร้านค้าก็ขายของได้น้อยลง ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็อาจรับสินค้าเข้าร้านหรือส่งสินค้าออกไปไม่ได้ตามปกติ

สำหรับแรงงาน ผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่บ้านถูกน้ำท่วม แต่รวมถึงคนที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ด้วย หากกิจการต้องปิดชั่วคราวหรือเปิดให้บริการได้ไม่เต็มที่ รายได้ของลูกจ้างก็มีโอกาสลดลง ขณะที่แรงงานอิสระ เช่น คนส่งอาหาร คนขับรถ หรือผู้ค้ารายย่อย อาจสูญเสียรายได้ทันทีเมื่อพื้นที่ไม่สามารถเดินทางได้ตามปกติ เมื่อรายได้ของประชาชนลดลง การบริโภคก็มีโอกาสชะลอตัวตามไปด้วย ร้านค้าจึงได้รับผลกระทบเป็นทอดที่สอง กลายเป็นวงจรจากน้ำท่วมไปสู่การเดินทางที่ติดขัด การทำงานที่ลดลง รายได้ที่หายไป และการใช้จ่ายที่ชะลอตัว

สำหรับภาคธุรกิจ ต้นทุนของน้ำท่วมมีมากกว่าค่าซ่อมอาคาร เพราะธุรกิจอาจสูญเสียทั้งยอดขาย สต๊อกสินค้า เครื่องจักร วัตถุดิบ และเวลาที่ต้องหยุดดำเนินงาน ธุรกิจขนาดเล็กและ SME มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะหลายกิจการมีเงินสดสำรองไม่มาก หากต้องหยุดกิจการหลายวัน แต่ยังต้องจ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง ค่างวด และค่าใช้จ่ายประจำ ก็อาจเกิดปัญหาสภาพคล่องตามมา ยิ่งถ้าน้ำท่วมเกิดขึ้นในพื้นที่เศรษฐกิจ การสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านค้าที่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่สามารถส่งต่อผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากผู้ผลิตรายหนึ่งหยุดดำเนินงาน ผู้จัดจำหน่ายอาจได้รับสินค้าล่าช้า ร้านค้าปลายทางอาจมีสินค้าไม่เพียงพอ และต้นทุนขนส่งอาจเพิ่มขึ้นจากการต้องเปลี่ยนเส้นทาง

ผลกระทบล่าสุดเริ่มเห็นในภาคการผลิตเช่นกัน โดยสำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันที่ 30 กันยายน ว่า โรงงานผลิตรถยนต์ของ Toyota ในประเทศไทย 4 แห่งต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราวจากสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่การดำเนินงานด้านขนส่งสินค้าทางอากาศของการบินไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งเมื่อภาคการผลิตเริ่มได้รับผลกระทบ ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจในพื้นที่น้ำท่วม แต่สามารถส่งต่อไปยังซัพพลายเออร์ ผู้ขนส่ง ลูกจ้าง และธุรกิจปลายทางที่อยู่ในห่วงโซ่เดียวกัน

ผลกระทบในภาคเกษตรก็มีลักษณะเดียวกัน ผลผลิตที่เสียหายสามารถส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูปอาหาร ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป เมื่อวัตถุดิบลดลง ราคาสินค้าบางประเภทก็อาจปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกของอุปสงค์และอุปทาน หมายความว่า แม้คนหนึ่งจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมและไม่มีทรัพย์สินเสียหายโดยตรง ก็ยังสามารถได้รับผลกระทบผ่านราคาสินค้า ต้นทุนการเดินทาง และต้นทุนการดำเนินชีวิตที่เพิ่มขึ้นได้

โดยในมุม GDP ก็ต้องแยกให้ออกระหว่าง “มูลค่าความเสียหาย” กับ “ผลกระทบต่อ GDP” เพราะสองตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ความเสียหาย เช่น บ้าน รถ หรือเครื่องจักรที่ถูกน้ำท่วม เป็นการสูญเสียสินทรัพย์ แต่ GDP วัดมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการในช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นทรัพย์สินที่เสียหายจึงไม่ได้ถูกหักออกจาก GDP โดยตรง สิ่งที่กระทบ GDP คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หายไปจากการหยุดชะงัก เช่น ร้านค้าเปิดไม่ได้ โรงงานผลิตไม่ได้ การขนส่งหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวเดินทางไม่ได้ หรือแรงงานไม่สามารถทำงานได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเมื่อวันที่ 28 กันยายน ว่า น้ำท่วมกรุงเทพ ปริมณฑล และหลายจังหวัด อาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสุทธิประมาณ 7,000 - 17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03 - 0.11% ของ GDP โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินภายใต้สถานการณ์ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักประมาณ 3-7 วัน และยังมีความไม่แน่นอน หากน้ำท่วมยืดเยื้อหรือขยายไปกระทบโรงงาน ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ผลกระทบก็อาจสูงขึ้นได้

ขณะเดียวกัน ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ส่วนกรณีรุนแรงอยู่ที่ประมาณ 20,635 ล้านบาท หรือ 0.11% โดยยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน บ้าน รถยนต์ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งต้องประเมินหลังน้ำลด

ตัวเลขจากแต่ละสำนักดังกล่าว แตกต่างกันตามสมมติฐานและช่วงเวลาที่ใช้ประเมิน แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือ ผลกระทบต่อ GDP ในเบื้องต้นเกิดจาก “กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หายไป” มากกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายโดยตรง ในทางกลับกัน การซ่อมบ้าน การซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือการก่อสร้างเพื่อทดแทนสิ่งที่เสียหายสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและถูกนับใน GDP ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเท่ากับมูลค่าที่วัดได้ เพราะเงินส่วนหนึ่งถูกใช้เพื่อฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปจากภัยพิบัติ

ต้นทุนไม่ได้จบแค่ความเสียหาย

ภาคท่องเที่ยวเป็นอีกภาคที่ได้รับผลกระทบ เพราะความสะดวกในการเดินทางและความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลสำคัญของการท่องเที่ยว

สมาคมโรงแรมไทย ประเมินว่า น้ำท่วมอาจทำให้อัตราเข้าพักโรงแรมในกรุงเทพ ช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม ลดลงไม่ถึง 10% จากปีก่อน โดยเฉพาะจากความกังวลของนักท่องเที่ยวจีนก่อนช่วง Golden Week ที่เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม อย่างไรก็ตาม โรงแรมส่วนใหญ่ในพื้นที่ธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง และสนามบินหลักยังเปิดให้บริการตามปกติ

ขณะที่ปัญหาที่สนามบินสุวรรณภูมิสะท้อนต้นทุนอีกด้านของน้ำท่วมได้ชัดเจนขึ้น การบินไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรภาคพื้นดินจากการเดินทางของพนักงานที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ต้องลดเที่ยวบินประมาณ 30-40% ในช่วงที่กำลังเร่งจัดการสัมภาระตกค้างราว 5,000-5,600 ใบ

ภาคขนส่งก็ได้รับผลกระทบโดยตรง ถนนบางเส้นทางไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ รถบรรทุกต้องเปลี่ยนเส้นทาง ใช้เวลาเดินทางนานขึ้น และอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่การขนส่งสินค้าล่าช้าอาจกระทบต่อธุรกิจปลายทางที่ต้องพึ่งพาการส่งมอบตรงเวลา

สำหรับภาคเกษตร ความเสียหายมีทั้งผลผลิตที่สูญเสียไปและต้นทุนในการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูก หากพื้นที่เกษตรเสียหายซ้ำ การลงทุนของเกษตรกรก็อาจสูญเปล่าและกระทบรายได้ในรอบการผลิตถัดไป ผลกระทบยังสามารถส่งผ่านไปยังราคาสินค้าได้ เพราะเมื่อผลผลิตบางชนิดลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังมีอยู่ ราคาก็มีโอกาสปรับสูงขึ้น

ทั้งหมดนี้ ทำให้ภัยธรรมชาติดังกล่าว สามารถกลายเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้ แม้ต้นเหตุจะไม่ได้มาจากราคาพลังงานหรือภาวะการเงิน แต่เกิดจากปริมาณสินค้าในระบบที่ลดลง ภาครัฐเองก็ต้องรับต้นทุนเพิ่มขึ้นจากน้ำท่วม ทั้งค่าใช้จ่ายในการกู้ภัย สูบน้ำ ช่วยเหลือประชาชน ซ่อมถนน ฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค และเยียวยาความเสียหาย ล่าสุดคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลาง 4,731 ล้านบาทสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรุงเทพและทั่วประเทศ

แต่ต้นทุนของรัฐไม่ได้จบเพียงงบฉุกเฉิน เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วมซ้ำ รัฐบาลต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำและลดความเสียหายในอนาคต คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก กรอบวงเงินกว่า 160,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปี 2570 ใช้เวลา 8 ปี และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2577 โดยรัฐบาลระบุว่าโครงการจะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และลดความเสียหายได้ราว 16,930 ล้านบาทต่อปี รวมถึงสามารถกักเก็บน้ำในฤดูแล้งได้ประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร (ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นอีกมิติของน้ำท่วม เพราะงบประมาณไม่ได้ถูกใช้เฉพาะเพื่อซ่อมแซมหลังเกิดเหตุ แต่ยังต้องใช้เพื่อป้องกันความเสียหายล่วงหน้า หากความเสี่ยงจากน้ำท่วมเกิดขึ้นบ่อยขึ้น ประเทศก็ต้องจัดสรรทรัพยากรเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว)

จาก “ภัยธรรมชาติ” สู่ “Climate Shock”

สิ่งที่ต้องมองต่อจากน้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงขนาดของความเสียหาย แต่คือความถี่และความต่อเนื่องของเหตุการณ์ เพราะหากภัยธรรมชาติเกิดซ้ำในช่วงที่ครัวเรือนและธุรกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนทางเศรษฐกิจก็จะสะสมเพิ่มขึ้น ในมุมนี้ Climate Shock จึงหมายถึงการที่ความผันผวนของสภาพอากาศเข้ามา กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรง ตั้งแต่ผลผลิตทางการเกษตร การขนส่ง การท่องเที่ยว ไปจนถึงการลงทุนและการใช้จ่ายของภาคเอกชน

โดยก่อนหน้านี้ วิจัยกรุงศรีประเมินความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วมในกรณีสภาพอากาศรุนแรง โดยคาดว่าความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานในปี 2569 อาจอยู่ที่ประมาณ 35.5 พันล้านบาท หรือ 0.19% ของ GDP และในปี 2570 หากเกิดสถานการณ์รุนแรงมาก ความเสียหายจากภัยแล้งและน้ำท่วมรวมกันอาจสูงถึง 127.1 พันล้านบาท หรือประมาณ 0.65% ของ GDP ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินตามสถานการณ์จำลอง ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน

สำหรับไทย ความเสี่ยงนี้มีความสำคัญเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจยังเชื่อมโยงกับภาคเกษตร การท่องเที่ยว การผลิต การค้า และระบบขนส่ง เมื่อเกิดน้ำท่วมหนึ่งครั้ง ต้นทุนจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่บ้านหรือร้านค้าที่ถูกน้ำท่วม แต่สามารถส่งต่อไปตามห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขนส่ง ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภค

สุดท้ายนี้ น้ำท่วมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงค่าซ่อมบ้านหรือทรัพย์สิน แต่ยังหมายถึงรายได้ที่หายไป ธุรกิจที่ต้องหยุด การผลิตและขนส่งที่สะดุด ราคาสินค้าที่อาจเพิ่มขึ้น และงบประมาณรัฐที่ต้องใช้ทั้งเพื่อเยียวยาและป้องกันความเสียหายในอนาคต หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำบ่อยขึ้น Climate Shock ก็มีโอกาสเปลี่ยนจากภัยธรรมชาติ ให้กลายเป็นต้นทุนโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยต้องรับมือมากขึ้น

LastUpdate 30/09/2569 22:28:16 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
30-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 30, 2026, 11:44 pm