Scoop : AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงาน เมื่อคนรุ่นใหม่อาจหางานแรกได้ยากขึ้น


       by วิภาดา จิณณวาโส
 
ปัจจุบันนี้ การเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเดิมสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนจบ เพราะนอกจากต้องแข่งขันกับผู้สมัครคนอื่นแล้ว ยังต้องเผชิญกับตลาดงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งสามารถทำงานบางอย่างที่ก่อนหน้านี้บริษัทต้องจ้างพนักงานให้รับผิดชอบได้มากขึ้น ตั้งแต่งานค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลข เขียนโค้ด ไปจนถึงการจัดทำเอกสารและสรุปรายงาน
 
เดิมทีงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตำแหน่งระดับเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้คนจบใหม่ได้เรียนรู้การทำงานจริง แม้งานอาจยังไม่ซับซ้อนหรือสร้างมูลค่าให้บริษัทได้มากนัก แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการสะสมประสบการณ์ ก่อนจะพัฒนาทักษะไปสู่การรับผิดชอบงานที่ยากขึ้น แต่เมื่อ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานพื้นฐานเหล่านี้ได้ บริษัทก็อาจไม่จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ในจำนวนเท่าเดิม หรืออาจปรับคุณสมบัติของผู้สมัครให้ต้องมีทักษะสูงขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน

ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม 2569 คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนถึงผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่อาจลดลง ขณะที่ประธานาธิบดีธาร์มาน ชานมุการัตนัม ของสิงคโปร์ ก็ชี้ถึงความจำเป็นที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเร่งรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว

สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากแค่ไหน แต่คือเมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่จะยังมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานและพัฒนาตัวเองไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้อย่างไร

ข้อมูลจาก IMF ชี้ให้เห็นว่า AI มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในวงกว้าง โดยงานประมาณ 40% ทั่วโลกอาจได้รับผล กระทบจากเทคโนโลยีนี้ และสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60% ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม การได้รับผลกระทบไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะหายไป เพราะบางอาชีพอาจถูกแทนที่บางส่วน ขณะที่บางอาชีพจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน

ปัญหาคือ ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันระหว่างคนทำงานที่มีประสบการณ์กับคนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะพนักงานอาวุโสมักมีความรู้เฉพาะทาง ความเข้าใจธุรกิจ และความสามารถในการตัดสินใจจากประสบการณ์จริง ขณะที่พนักงานระดับเริ่มต้นยังต้องใช้เวลาเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานและพัฒนาทักษะเหล่านี้

เมื่อบริษัทมี AI เข้ามาช่วยทำงาน พนักงานที่มีประสบการณ์หนึ่งคนอาจสามารถรับผิดชอบงานได้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีช่วยค้นข้อมูล วิเคราะห์ หรือจัดทำผลงานเบื้องต้น ส่งผลให้บริษัทอาจเลือกเพิ่มประสิทธิภาพของทีมงานเดิม แทนการจ้างพนักงานใหม่เข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะในงานที่มีขั้นตอนชัดเจนและสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ได้ง่าย

ในมุมของธุรกิจ การตัดสินใจเช่นนี้มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ เพราะการใช้ AI อาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพ แต่ในมุมของตลาดแรงงาน หากหลายบริษัทตัดสินใจในลักษณะเดียวกันพร้อมกัน ความต้องการแรงงานระดับเริ่มต้นก็อาจลดลง แม้ธุรกิจจะยังเติบโตและมีงานให้ทำอยู่ก็ตาม

รายงานของ IMF เรื่อง Graduating into Uncertainty ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกันยายน 2569 ยกตัวอย่างนักศึกษาวิศวกรรมชาวไทยที่กังวลว่า AI อาจลดความต้องการตำแหน่งวิศวกรระดับเริ่มต้น เพราะงานที่เคยมอบหมายให้พนักงานรุ่นใหม่ฝึกฝนสามารถให้ AI ช่วยทำได้แล้ว กรณีนี้สะท้อนว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับงานธุรการหรืออาชีพที่ทำงานซ้ำ ๆ เท่านั้น แต่ยังอาจเกิดขึ้นกับงานด้านเทคนิคที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางด้วย

เมื่อไม่มีประสบการณ์จึงหางานยาก อีกทั้งโอกาสสะสมประสบการณ์ก็น้อยลง

ความท้าทายของคนจบใหม่ไม่ได้จบลงเพียงการหางานแรกให้ได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเติบโตในอาชีพด้วย เพราะตลาดแรงงานแบบเดิมอาศัยการเรียนรู้จากงานจริงเป็นส่วนสำคัญ พนักงานใหม่เริ่มจากงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ก่อนจะ  ค่อย ๆ รับผิดชอบงานที่ต้องใช้วิจารณญาณและความชำนาญสูงขึ้น เมื่อมีประสบการณ์มากพอก็สามารถเลื่อนตำแหน่งหรือเปลี่ยนไปทำงานที่มีรายได้สูงกว่าได้

แต่หาก AI เข้ามาทำงานในขั้นแรกของกระบวนการนี้ บริษัทก็อาจต้องการคนที่มีความสามารถในการควบคุม ตรวจสอบ และตัดสินใจเกี่ยวกับผลลัพธ์จาก AI มากขึ้น แทนที่จะต้องการคนมาทำงานพื้นฐานด้วยตัวเองทั้งหมด ปัญหาคือทักษะเหล่านี้ส่วนหนึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้จากตำราหรือการอบรมระยะสั้น

คนจบใหม่จึงอาจเผชิญสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง กล่าวคือง่ายๆก็คือ บริษัทต้องการพนักงานที่มีประสบการณ์ แต่ตำแหน่งงานที่เคยใช้สร้างประสบการณ์กลับมีน้อยลง หากผู้สมัครต้องมีทักษะสูงขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น โอกาสในการเข้าสู่ตลาดแรงงานก็อาจแคบลง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะเรียนหลักสูตรเพิ่มเติม หรือไม่มีเครือข่ายที่ช่วยให้เข้าถึงโอกาสฝึกงานและการทำงานจริง

ผลกระทบยังอาจขยายไปถึงรายได้ในระยะยาว หากคนรุ่นใหม่เริ่มทำงานช้าลง ต้องรับงานชั่วคราว หรือไม่สามารถเข้าสู่อาชีพที่ตรงกับความรู้ที่เรียนมาได้ตั้งแต่แรก ก็อาจเสียโอกาสในการสะสมทักษะและเพิ่มรายได้เมื่อเทียบกับคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วกว่า

ข้อมูลในรายงาน IMF ฉบับเดียวกันระบุว่า ในปี 2568 อัตราการว่างงานของคนไทยอายุ 15 - 24 ปี อยู่ที่ 3.9% แต่หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มอายุเดียวกันที่มีการศึกษาระดับหลังมัธยมศึกษา อัตราการว่างงานอยู่ที่ 13.2% ตัวเลขนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า AI เป็นสาเหตุของการว่างงานโดยตรง แต่ชี้ให้เห็นว่าการมีการศึกษาสูงไม่ได้รับประกันว่าคนรุ่นใหม่จะหางานได้ง่ายเสมอไป ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของทักษะที่ตลาดต้องการอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านจากการเรียนไปสู่การทำงานยิ่งท้าทายขึ้น

หากปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจอาจสูญเสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของแรงงานรุ่นใหม่ ทั้งที่คนกลุ่มนี้ควรเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างการเติบโตในอนาคต

แล้วจะทำอย่างไรให้ AI เพิ่มผลิตภาพ โดยไม่ปิดประตูโอกาสของคนรุ่นใหม่

แต่ถึงอย่างนั้น การมอง AI เป็นเพียงภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานก็อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะเทคโนโลยีสามารถสร้างงานใหม่ เพิ่มความต้องการทักษะบางประเภท และช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กทำงานที่ก่อนหน้านี้ต้องใช้เงินทุนหรือบุคลากรจำนวนมากได้เช่นกัน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวได้เร็วแค่ไหน และคนทำงานจะเข้าถึงโอกาสใหม่เหล่านี้ได้หรือไม่

IMF เสนอให้ประเทศต่าง ๆ ปรับระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น โดยเฉพาะการเตรียมคนให้พร้อมใช้เทคโนโลยีใหม่ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้เรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ต้องทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้ด้วย

สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถานศึกษาสอนกับสิ่งที่นายจ้างต้องการ การฝึกงานที่มีคุณภาพ การเรียนรู้ผ่านโครงการจริง และความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้คนจบใหม่ได้สะสมประสบการณ์ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานเต็มตัว ขณะเดียวกัน การเรียนรู้วิธีใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ควรกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่แรงงานสามารถนำไปใช้ได้ในหลายอาชีพ

อีกด้านหนึ่ง ภาคธุรกิจเองก็ต้องมีบทบาทในการพัฒนาคน ไม่ใช่เพียงคาดหวังให้พนักงานใหม่พร้อมทำงานทันที บริษัทอาจต้องออกแบบตำแหน่งระดับเริ่มต้นใหม่ โดยให้ AI รับผิดชอบงานบางส่วน ขณะที่คนรุ่นใหม่ยังมีโอกาสเรียนรู้การทำงานจริง ฝึกตัดสินใจ และพัฒนาความเข้าใจในธุรกิจ หากบริษัทลดการจ้างงานโดยไม่สร้างเส้นทางพัฒนาทักษะรูปแบบใหม่ ก็อาจช่วยลดต้นทุนในวันนี้ แต่กลับทำให้ขาดแคลนแรงงานที่มีประสบการณ์ในวันข้างหน้า

ภาครัฐก็จำเป็นต้องติดตามผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างใกล้ชิด ทั้งจำนวนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ค่าจ้างแรกเข้า และการเปลี่ยนแปลงของทักษะที่นายจ้างต้องการ พร้อมสนับสนุนการฝึกทักษะใหม่ให้เข้าถึงได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และโอกาสในการเรียนรู้ เพื่อไม่ให้ประโยชน์จาก AI กระจุกตัวอยู่กับแรงงานที่มีทักษะสูงหรือคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ก่อนเท่านั้น

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของเศรษฐกิจยุค AI ไม่ควรวัดจากความสามารถในการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลิตภาพของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเทคโนโลยีช่วยสร้างโอกาสให้คนทำงานได้มากขึ้นหรือไม่ หาก AI ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มากขึ้น แต่กลับลดโอกาสของคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้และเข้าสู่อาชีพ เศรษฐกิจก็อาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ต้องเผชิญข้อจำกัดในการพัฒนาทักษะแรงงานในระยะยาว โจทย์จึงไม่ใช่การชะลอการใช้ AI เพื่อรักษางานแบบเดิมไว้ทั้งหมด แต่คือการสร้างระบบการศึกษา การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะที่ทำให้คนสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้ เพราะต่อให้ AI จะทำงานได้เก่งขึ้นเพียงใด เศรษฐกิจก็ยังต้องการคนที่มีความรู้ ความสามารถในการตัดสินใจ และประสบการณ์จริง และคนเหล่านี้ก็ต้องมีโอกาสได้เริ่มต้นเรียนรู้จากที่ไหนสักแห่ง

LastUpdate 18/10/2569 21:07:41 โดย : Admin
กลับหน้าข่าวเด่น
18-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 18, 2026, 10:27 pm