
by วิภาดา จิณณวาโส
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.1% จากเดิม 1.5% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเติบโตตามการลงทุนด้านเทคโนโลยีทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขคาดการณ์จะดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2.4% ในปี 2568 สะท้อนว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ยังไม่ได้หมายความว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศจะคลี่คลายลงแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่การส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน แต่คือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนโอกาสจากกระแสเทคโนโลยีโลกให้กลายเป็นรายได้และความสามารถในการแข่งขันของตัวเองได้อย่างไร? เพราะการที่สินค้าส่งออกเติบโตขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกอยู่กับธุรกิจและแรงงานไทยในสัดส่วนเดียวกัน หากประเทศยังทำหน้าที่เป็นเพียงฐานการผลิตบางขั้นตอน โดยต้องพึ่งพาวัตถุดิบ เทคโนโลยี และชิ้นส่วนจากต่างประเทศเป็นหลัก อานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ก็อาจไม่มากพอที่จะยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
กระแส AI ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกสร้างความต้องการสินค้าและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีต้องลงทุนในศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ระบบประมวลผล และอุปกรณ์ที่รองรับการทำงานของ AI ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร ไปจนถึงอุปกรณ์จัดเก็บและส่งผ่านข้อมูล การลงทุนเหล่านี้ทำให้ประเทศที่มีฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกมีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประเทศไทยจึงได้รับแรงส่งจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัว แม้เศรษฐกิจภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ต้นทุนการผลิต และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่ขยายตัวช่วยให้โรงงานมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น สนับสนุนการผลิตและการลงทุนในบางอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างรายได้จากการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญในช่วงที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านอื่นยังทำงานได้ไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม แรงส่งจาก AI ไม่ได้หมายความว่าการส่งออกของไทยทุกกลุ่มจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินในรายงานนโยบายการเงินไตรมาสแรกปี 2569 ว่า การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในศูนย์ข้อมูลของประเทศคู่ค้า ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่นยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและความขัดแย้งระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีจะชะลอลง หากการลงทุนในศูนย์ข้อมูลของประเทศคู่ค้าเริ่มเติบโตในอัตราที่ลดลง
ประเด็นนี้ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอน เพราะเมื่อแรงส่งสำคัญมาจากการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก หากบริษัทเหล่านั้นลดการลงทุน หรือผลตอบแทนจากการนำ AI ไปใช้จริงไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ความต้องการฮาร์ดแวร์ก็อาจชะลอลงได้เช่นกัน IMF เองยังเตือนถึงความเสี่ยงที่ตลาดการเงินอาจปรับฐาน หากราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI สะท้อนความคาดหวังต่อผลตอบแทนในอนาคตสูงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนในวงกว้าง
แต่ความเสี่ยงที่สำคัญกว่านั้นสำหรับไทย คือการพิจารณาว่าแม้จะสามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น ประเทศได้รับประโยชน์จากมูลค่าการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะมูลค่าส่งออกที่ปรากฏในสถิติไม่ได้เท่ากับรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากโรงงานในไทยนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์จากต่างประเทศมาประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออก มูลค่าส่งออกจะรวมต้นทุนของชิ้นส่วนนำเข้าไว้ด้วย ขณะที่มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศจะอยู่ในส่วนของกระบวนการผลิต ค่าแรง และกิจกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นภายในไทย
แน่นอนว่าการมีโรงงานต่างชาติเข้ามาลงทุนย่อมสร้างประโยชน์ ทั้งการจ้างงาน การซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ และการถ่ายทอดความรู้บางส่วน แต่ผลประโยชน์จะกระจายได้มากเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตมากแค่ไหน หากผู้ประกอบการไทยยังทำหน้าที่เป็นเพียงผู้จัดหาวัตถุดิบหรือรับจ้างผลิตในขั้นตอนที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูง ขณะที่เทคโนโลยีสำคัญ การออกแบบ และชิ้นส่วนหลักยังต้องพึ่งพาต่างประเทศ การขยายตัวของอุตสาหกรรมก็อาจไม่ได้สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจภายในประเทศมากเท่าที่ควร
ดังนั้น การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจึงไม่ควรวัดความสำเร็จจากมูลค่าเงินลงทุนหรือยอดส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเงินลงทุนเหล่านั้นช่วยพัฒนาผู้ผลิตไทยมากน้อยเพียงใด มีการจ้างงานที่สร้างทักษะสูงขึ้นหรือไม่ และทำให้ธุรกิจในประเทศสามารถขยับไปสู่การผลิตสินค้าที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้หรือเปล่า เพราะหากการลงทุนเพิ่มขึ้นแต่ความเชื่อมโยงกับธุรกิจไทยยังจำกัด ประเทศก็อาจได้ประโยชน์จากกระแส AI เพียงบางส่วน โดยไม่สามารถเปลี่ยนแรงส่งดังกล่าวให้เป็นความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้
อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการสร้างเทคโนโลยี AI ระดับโลกด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ควรใช้โอกาสจากการลงทุนรอบนี้เพื่อพัฒนาความสามารถของธุรกิจไทยให้มากขึ้น ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อน การพัฒนาระบบอัตโนมัติในโรงงาน ไปจนถึงการให้บริการด้านวิศวกรรม ซอฟต์แวร์ และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการได้มากกว่าการพึ่งพาการประกอบผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน AI ยังสามารถเป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพให้กับธุรกิจภายในประเทศได้ด้วย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องเผชิญการแข่งขันสูงและมีต้นทุนจำกัด การนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า บริหารสินค้าคงคลัง ลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิต หรือปรับปรุงการบริการ สามารถช่วยให้ธุรกิจใช้ทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเครื่องมือเพียงอย่างเดียว ยังต้องอาศัยข้อมูลที่มีคุณภาพ บุคลากรที่มีทักษะ และการปรับกระบวนการทำงานให้เหมาะสมด้วย
เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนาทักษะแรงงาน เพราะหากไทยต้องการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ก็จำเป็นต้องมีบุคลากรที่รองรับทั้งงานด้านวิศวกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบอัตโนมัติ และการพัฒนาเทคโนโลยี หากแรงงานไทยยังขาดทักษะที่จำเป็น บริษัทที่เข้ามาลงทุนก็อาจต้องพึ่งพาบุคลากรหรือความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้โอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับทักษะภายในประเทศมีข้อจำกัดตามไปด้วย
นอกจากนี้ การเติบโตจากการส่งออกเพียงบางอุตสาหกรรมยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวอย่างทั่วถึง หากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเติบโต แต่ผู้ประกอบการรายย่อยยังเผชิญต้นทุนสูง ขาดโอกาสเข้าถึงเงินทุน และไม่สามารถลงทุนปรับตัวได้ ประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจอาจกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่รายได้ของแรงงานและกำลังซื้อของครัวเรือนยังฟื้นตัวได้ช้า การยกระดับผลิตภาพจึงต้องเกิดขึ้นในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะในอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI เท่านั้น
ในส่วนของภาครัฐ การสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพทางการคลัง เพราะเมื่อพื้นที่ทางการคลังมีจำกัด การใช้จ่ายภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับมาตรการที่สร้างประโยชน์ได้ต่อเนื่อง มากกว่าการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยยังต้องช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพอย่างตรงจุดด้วย
ท้ายที่สุด การปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็น 2.1% เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศจะสามารถเติบโตได้แข็งแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ หากแรงส่งจาก AI ยังจำกัดอยู่ที่ยอดส่งออก โดยไม่เชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มมูลค่าการผลิต การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทย การเติบโตที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นเพียงแรงหนุนชั่วคราวจากวัฏจักรการลงทุนของโลก
สิ่งที่ไทยต้องทำจึงไม่ใช่เพียงการคว้าโอกาสจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การพัฒนาผู้ผลิตไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น ไปจนถึงการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพให้กับธุรกิจในวงกว้าง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็นฐานผลิตสินค้าที่โลกกำลังต้องการ แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยสร้างมูลค่าและรายได้จากการเติบโตนั้นได้มากขึ้นด้วยตัวเอง
ข่าวเด่น