จากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวที่ยังคงรุมเร้าผู้บริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการห้างหรูใจกลางเมืองต้องออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจกันอย่างคึกคัก ด้วยการนำสินค้าและบริการใหม่ๆ เข้ามาให้บริการมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคระดับกลางถึงบน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของห้างดังกล่าวสามารถควักเงินออกมาจากกระเป๋าเพื่อซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมู้ดในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวยังคงเลือกที่จะเก็บเงินอยู่ในกระเป๋า หรือหากจะใช้ก็เลือกที่จะไปใช้นอกประเทศ เพราะมีความน่าสนใจมากกว่า
ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวผู้ประกอบการห้างค้าปลีกหรูใจกลางกรุง จึงต้องปรับกลยุทธ์ในการทำตลาด เพื่อเรียกความสนใจของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว โดยในส่วนของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป เจ้าของศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และดิ เอ็มควอเทียร์ ได้ออกมาปลุกกลยุทธ์การทำตลาดสินค้าแฟชั่น ด้วยการเพิ่มกลุ่มสินค้าในส่วนของฟาสต์แฟชั่น สินค้าแฟชั่นไทยดีไซน์เนอร์ และอินเตอร์แบรนด์ นำเข้ามาใช้บริการภายใน 2 ศูนย์การค้าดังกล่าว เพื่อเป็นการเพิ่มทาง
เลือกให้กับลูกค้า
น.ส.รวิมน ฐานิตารมภ์ ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจสินค้าแฟชั่นในเมืองไทยถือเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะกลุ่มฟาส์ตแฟชั่นและอินเตอร์แบรนด์ ซึ่งจากการแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มสินค้ามีการขยายตัวสูงตามไปด้วยโดยเฉพาะในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จากการขยายตัวที่ดีของกลุ่มสินค้าฟาสต์แฟชั่น และอินเตอร์แบรนด์ ส่งผลให้สินค้าแฟชั่นไทยดีไซเนอร์ถือเป็นแฟชั่นอีก Category มีการเติบโตสูงตามไปด้วย แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของไทยจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่สินค้าแฟชั่นไทยดีไซเนอร์ก็ยังสามารถเติบโตและสามารถสร้างยอดขายได้ เนื่องจากความมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละแบรนด์ ที่สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าในระดับบน ที่มีความต้องการสินค้าที่เป็น Unique ส่งผลให้ สินค้ากลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อสูงต่อเนื่องและไม่แปรผันตามสภาพเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน กลุ่มสินค้าแฟชั่นไทยดีไซเนอร์ยังสามารถขยายกลุ่มลูกค้าไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มมีความสนใจในแบรนด์แฟชั่นของไทยอีกด้วย ซึ่งจากแนวโน้มที่ดีดังกล่าว เดอะมอลล์ กรุ๊ป จึงเล็งเห็นโอกาสด้วยการเปิดตัวโซน คิวเรเตอร์ ดิ เอ็มควอเทียร์ ในช่วงเดือนเม.ย. 2558 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นศูนย์รวมแฟชั่นแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากภายในโซนดังกล่าวจะมีสินค้าแฟชั่นไทยดีไซเนอร์นำมาจำหน่ายรวมกันกว่า 60 แบรนด์ บนพื้นที่กว่า 6,000 ตร.ม. ซึ่งหลังจากเปิดให้บริการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คิวเรเตอร์ถือเป็นโซนแฟชั่นที่ประสบความเร็จ เนื่องจากมีลูกค้าเข้ามาใช้จ่ายซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง
น.ส.รวิมล กล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการในโซนคอวเรเตอร์ จะเป็นลูกค้าคนไทยที่เป็นแฟนประจำของแต่ละแบรนด์ ซึ่งมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 5,000 – 20,000 บาทต่อบิล ซึ่งจากผลการตอบรับที่ดีดังกล่าวบริษัทจึงมีแผนที่จะทำกิจกรรมส่งเสริมการขายในโซนดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โซนคิวเรเตอร์ เป็นศูนย์กลางของกลุ่มสินค้าแฟชั่นไทยดีไซเนอร์ในเมืองไทยที่มีแบรนด์ครบครันที่สุด ขณะเดียวกันก็จะมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษ และทำกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นความสนใจของลุกค้า
นอกจากนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังมีแผนที่จะยกระดับสินค้าแฟชั่นไทยดีไซเนอร์ที่จำหน่ายภายในโซนคิวเรเตอร์ให้ก้าวไปสู่ระดับสากล ด้วยการนำเสนอผลงานของดีไซเนอร์ไทยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างๆ เข้ามาใช้บริการ ดิ เอ็มควอเทียร์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่เริ่มหันมาสนใจสินค้าแฟชั่นไทย
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของโซนคิวเรเตอร์ ในปีที่ 2 นี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จะเน้นการตลาดในเรื่องขยายการรับรู้ในเรื่องการเป็น hub of thai designers ที่สมบูรณ์ที่สุดต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าไปยังชาวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย ด้วยการนำเสนอแบรนด์มิกซ์ใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของแบรนด์แฟชั่นผู้ชาย ไลฟ์สไตล์แฟชั่นใหม่ๆ และบริการด้านแฟชั่นต่างๆ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับโซนคิวเรเตอร์ นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะจับมือพันธมิตรธุรกิจต่างๆ เพื่อร่วมมือกันทำการตลาด โดยล่าสุดได้จับมือกับดีแทคบลูเมมเบอร์ และน้ำแร่เพอร์ร่า ร่วมทำการตลาด เพื่อยกระดับคิวเรเตอร์ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่องคาดว่าสิ้นปีจะมียอดขายจากโซนคิวเรเตอร์ไม่ต่ำกว่า 850 ล้านบาท
ด้านศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ก็ออกมาเปิดกลยุทธ์ทางธุรกิจปี 2559 ด้วยการตอกย้ำการเป็นศูนย์การค้าด้านไลฟ์สไตล์เหนือระดับใจกลางกรุงเทพมหานคร ด้วยแฟชั่น ศิลปะ วัฒนธรรม และร้านอาหารที่ครบครันมากที่สุด ล่าสุดได้เสริมความแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัว 3 โซนไลฟ์สไตล์ใหม่ พร้อมกับจัดกิจกรรมทางการตลาด และโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
ในส่วนของ 3 โซนใหม่ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง ประกอบด้วย 1.การขยายโซน Eathai ศูนย์รวมอาหารไทยที่ดีและครบครันมากที่สุด ด้วยการเพิ่มพื้นที่จาก 2,500 ตร.ม.เป็น 3,550 ตร.ม. พร้อมปรับโฉมครั้งใหญ่ภายใต้งบลงทุน 30 ล้านบาท ด้วยร้านอาหารจำนวนมากขึ้น เพื่อครอบคลุมเมนูอาหารไทย จานเด็ดจากทั้ง 4 ภาค ซึ่งประกอบด้วย Eathai Café, โซนมุมอร่อย ศูนย์รวมร้านจากตลาดดังในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล, โซนซูเปอร์มาร์เก็ต บนพื้นที่ 900 ตร.ม., โซน Eathai Lifestyle Corner ใหม่ และโรงเรียนสอนทำอาหารเข้ามาเปิดให้บริการ
โซนที่ 2 คือ การปรับพื้นที่ชั้น 6 กว่า 7,000 ตร.ม. ภายใต้งบลงทุน 150 ล้านบาท ให้กลายเป็นเป็นพื้นที่สำหรับไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่มีใครเหมือน พร้อมเป็นจุดดึงดูดที่สำคัญของศูนย์การค้า ประกอบด้วย ร้านอาหารใหม่ 15 ร้าน, ร้านหนังสือและร้านจำหน่ายสินค้าศิลปะ บนพื้นที่ขนาด 2,000 ตร.ม., โซนสนามเด็กเล่นที่ล้ำสมัย และพื้นที่ทำงานแบบ co-working space บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โซนที่ 3 คือ ไลฟ์สไตล์ ด้วยการนำพื้นที่ชั้น 5 หว่า 1,000 ตร.ม. ภายใต้งบลงทุน 60 ล้านบาท มาปรับเป็นแหล่งแฮงเอ้าท์ใหม่ล่าสุดใจกลางกรุงเทพฯ ที่นำเสนอวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ในมุมที่สวยที่สุด
นอกจากนี้ เซ็นทรัล ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ยังมีแผนที่จะเปิดให้บริการ โรงแรม Park Hyatt Bangkok โรงแรมหรูระดับ 6 ดาว ที่อยู่บนศูนย์การค้า มีห้องพักทั้งหมด 222 ห้อง โดยแบ่งเป็นห้อง premier suites ทั้งหมด 30 ห้อง และกระจกของแต่ละห้องที่มีความสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ซึ่งในส่วนของโครงการดังกล่าวได้ใช้งบลงทุนไปทั้งหมด 6,000 ล้านบาท
นายบรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้จะเน้นสินค้าและบริการ เพื่อโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกรูปแบบ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “One Life Infinite Possibilities” “ชีวิตหนึ่ง...ทุกสิ่งเป็นไปได้ อย่างไร้ขีดจำกัด” ด้วยการนำกลยุทธ์ 3 ด้านมาใช้ คือ 1.นำเสนอแบรนด์แฟชั่น ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ ที่มีความหลากหลายและครบครันมากที่สุด 2. สร้างสรรค์งานอีเว้นท์และโปรโมชั่นที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร และ 3.สร้างประสบการณ์การเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับลูกค้าทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการ ผ่านการให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับ ซึ่งหลังจากนำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้คาดว่าสิ้นปีจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 25% จากปัจจุบันเฉลี่ยต่อวันที่ 20,000 คน
การออกมาปรับตัวของผู้ประกอบการห้างหรูใจกลางกรุงครั้งนี้น่าจะพอสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าหากละเลยอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมรายได้ในสิ้นปี
ข่าวเด่น