
”ดอลลาร์สหรัฐ“ สกุลเงินหลักของระบบการเงินโลกที่ครองสัดส่วนมากที่สุดทั่วโลกในฐานะเงินสำรองมาอย่างยาวนาน แต่ช่วงเวลานี้มูลค่าของสกุลเงินดังกล่าวกำลังถูกสั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการสร้างหนี้ของสหรัฐที่พอกพูนจนมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจตนเอง ด้วยการกู้หนี้จากทั่วโลกในรูปแบบของการออกพันธบัตรรัฐบาล หรือ Bond Yield และให้ผลตอบแทนกับผู้ซื้อในรูปแบบของดอกเบี้ยกลับไป ซึ่งนับวัน อัตราของดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดต้นทุนการกู้ยืมในการทำธุรกิจสูงขึ้น เกิดสภาวะเงินเฟ้อ เป็นต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจที่ย้อนกลับมาทำร้ายสหรัฐและลุกลามไปยังทั่วโลก
”สหรัฐอเมริกา“ เป็นประเทศที่มีการขาดดุลทางการค้าอย่างมากมายาวนานแล้ว แต่ยังสามารถมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ โดยการใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือก็คือหนี้ มาใช้ในการอัดฉีดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือ สหรัฐใช้วิธีที่ยอมที่จะขาดดุลทางการค้าเพื่อแลกกับการเป็นผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยการซื้อของจากประเทศอื่นนั้น จะใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นค่าตอบแทนให้ และแนะนำให้เอาเงินดอลลาร์ที่ได้มาแลกเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งก็เหมือนกับว่า หากประเทศไทยที่ขายของให้สหรัฐและได้เงินดอลลาร์มา ไทยก็ถือเงินดอลลาร์นั้นไปคืนสหรัฐและแลกกลับมาเป็นพันธบัตรรัฐบาล เพื่อหวังที่จะได้รับผลตอบแทนตามที่ประเทศพี่ใหญ่ให้สัญญาเอาไว้
โดยทางสหรัฐ ได้ชักจูงประเทศอื่นทั่วโลกมาตลอดว่า พันธบัตรรัฐบาลของประเทศตน คือสินทรัพย์ที่มั่นคงและปลอดภัย ที่ใครถือไว้ก็จะมีความมั่งคั่ง เนื่องจากประเทศที่ซื้อพันธบัตรจะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่ให้สหรัฐกู้ยืม และจะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยกลับไป การปลุกความเชื่อมั่นดังกล่าวด้วยการใช้สถานภาพการเป็นประเทศมหาอำนาจของสหรัฐ ทำให้บทบาทของเงินดอลลาร์ได้กลายเป็นสกุลเงินสำรองของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งต่างชาติถือหนี้ของสหรัฐมากถึง 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 45% ของหนี้ทั้งหมดของสหรัฐ เท่ากับว่าระบบเศรษฐกิจของโลกใบนี้ ถูกท่วมท้นไปด้วยหนี้และการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่มีความสัมพันธ์ยึดโยงกับความเป็นไปของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังเป็นการมอบอำนาจให้กับสหรัฐเสียเองที่ทุกการขยับตัวของประเทศพี่ใหญ่ ย่อมส่งผลกับประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะมันไม่ใช่ทั้งสินค้าและบริการที่มีประโยชน์ต่อประชากรโลก แม้จะเป็นหนี้ที่สามารถจ่ายดอกเบี้ยและผลตอบแทนให้ได้ก็ตามอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพราะหนี้ก็มีกลไกของมันเช่นกัน อย่างในช่วงเวลานี้สหรัฐ กำลังสร้างผลเสียทางเศรษฐกิจที่จะย้อนกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในประเทศตัวเอง เนื่องจากสหรัฐได้มีการกู้หนี้จากทั่วโลกจนระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ 36.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 120% ของ GDP เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐมีหนี้ขนาดที่ใหญ่กว่าเศรษฐกิจของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 4.5% เป็นอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Bond Shock ผลักดันให้ดอกเบี้ยการกู้ยืมธนาคารยิ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ เท่ากับว่าการเป็นหนี้ของประชาชนชาวอเมริกาก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จน “จ่ายหนี้ไม่ไหว” ซึ่งเมื่อตกอยู่ในสภาวะนี้ สหรัฐก็มักจะหาทางออกโดยการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาเพิ่ม เช่น ในช่วงโควิด-19 ระบาดในช่วงปี 2020-2021 สหรัฐได้พิมพ์เงินขึ้นมาเพิ่ม 25% ของเงินทั้งหมดที่มีในประเทศ เป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง ทำให้ผลที่ตามมาคือสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ พุ่งทะยานมากขึ้นในช่วงปีดังกล่าวระยะหนึ่ง แต่ก็ส่งผลให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงเช่นกันจะกระจายไปทั่วโลก โดยทาง University of Michigan คาดการณ์ว่าสภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐจะเฟ้อมากขึ้นอีกประมาณปีละ 3.5% ไปอีก 5-10 ปี ทำให้ตอนนี้ทั้งโลกกำลังอยู่ในสถานการณ์เงินเฟ้อที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995 เป้าหมายหลักของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ที่มีความตั้งใจจะลดเงินเฟ้อให้ลดลงเหลือ 2% นั้น จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ
ดังนั้นด้วยการกระทำของสหรัฐที่ดูเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย ที่ดูเหมือนว่าอยากจะพิมพ์เงินดอลลาร์ขึ้นมาพยุงเศรษฐกิจก็สามารถทำขึ้นมาได้อย่างตามใจชอบ ซ้ำยังทำให้มูลค่าของเงินดอลลาร์เสื่อมลงด้วย อำนาจในการใช้จ่ายของเงินดอลลาร์ปริมาณเท่าเดิมที่ถืออยู่ในมือนั้นลดลง แม้ว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ แต่มันจะถูกหั่นด้วยค่าเงินเฟ้อที่มากขึ้น ทำให้ในตอนนี้ดูเหมือนว่าพันธบัตรรัฐบาลจากสหรัฐนั้นอาจ “ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย” อีกแล้ว พิจารณาได้จากรายงานของสำนักข่าว Reuters เปิดเผยว่า พันธบัตรสหรัฐที่ต่างชาติถือครองจาก 8.633 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ลดลงมาสู่ 8.513 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เดือน ธ.ค. 2024 หรือมีการเทขายไปแล้วมากถึง 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดยจีนที่เทขายพันธบัตรสหรัฐเยอะที่สุด จากที่เคยถือไว้ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงเหลือ 7.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับได้ว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2009 นอกจากนี้ก็ยังมีญี่ปุ่น อังกฤษ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศอื่น ๆ ก็มีการเทขายอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ซึ่งด้วยอำนาจในการใช้จ่ายของเงินดอลลาร์ที่เสื่อมค่าลงอย่างต่อเนื่องนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อไปอย่างเห็นได้ชัด คือคนจะหันมากักเก็บความมั่งคั่งเอาไว้ในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าที่แท้จริงอย่างทองคำกันมากขึ้น ซึ่งเราอาจจะได้เห็นการเพิ่มขึ้นของราคาทองที่โอกาสไปแตะถึงบาทละ 80,000 บาทเลยก็เป็นได้
ข่าวเด่น