
คาด SET แกว่งตัวและมีโอกาสปรับขึ้น ความกังวลสงครามการค้าผ่อนคลายลงหลังทรัมป์ระบุจะใช้ความยืดหยุ่นกับมาตรการภาษีตอบโต้ ขณะที่วันนี้ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ วันแรก อย่างไรก็ตาม SET ยังมีจุดชี้วัดสำคัญที่ 1200 จุด ประเมินแนวรับที่ 1175 - 1170 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1195 - 1200 จุด
ประเด็นสำคัญ
• ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณใช้ความยืดหยุ่นต่อแผนการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ซึ่งจะบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย. และมีแผนจะพูดคุยกับปธน. สี จิ้นผิง หลังจีนประกาศเรียกเก็บภาษีสินค้าเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ
• ECB เรียกร้องให้มีการรวมกลุ่มทางการค้าเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า ประเมินสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากยุโรปอัตรา 25% จะกระทบเศรษฐกิจยูโรโซน 0.3% และ 0.5% หากยุโรปตอบโต้
• พาณิชย์เผยมูลค่าส่งออกไทย ก.พ. ขยายตัว 14%YoY ซึ่งขยายตัว 8 เดือนติดต่อกัน ส่วนมูลค่านำเข้าขยายตัว 4%YoY และดุลบัญชีการค้าพลิกเกินดุลที่ 1.99 พันล้านดอลลาร์ และมองส่งออก 1Q68 จะเติบโตเป็นเลขสองหลัก และทั้งปี 2568 คาดทะลุเป้า 3%
• คลังเปิดตัวโครงการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ผ่าน บสย. ช่วยค้ำประกันสินเชื่อรถกระบะวงเงิน 5 พันลบ. หนุนการปล่อยสินเชื่อและสนับสนุนประชาชนและ SMEs ซึ่งจะช่วยกระตุ้นยอดขายกระบะ 6,250 คัน เปิดรับคำขอช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 30 ธ.ค. 68
• KTB-TTB ปฏิเสธข่าวการควบรวม ย้ำไม่มีการดำเนินการใด ๆ และไม่มีอยู่ในแผนงาน 5 ปี เผยต่างเดินตามกลยุทธ์การเติบโตตามที่กำหนดไว้
• Bloomberg เผยผลสำรวจนักวิเคราะห์ชี้ไทยลดดอกเบี้ยมากที่สุดในอาเซียนเพื่อรับมือสงครามการค้าตั้งแต่ 0.75-1.00% ในปี 2569
• ThaiBMA เผยยอดออกหุ้นกู้อสังหาฯ ตั้งแต่ต้นปี 2568 กลุ่ม High Yield ลดลงเหลือ 2.8 พันลบ. จากช่วงเดียวของกันปีก่อนเฉียด 1 หมื่นลบ. ขณะที่กลุ่ม Investment Grade เพิ่มขึ้นใกล้เคียงปีก่อน นักลงทุนระวังคุณภาพเอกชนหลังเศรษฐกิจไม่ฟื้น-ดอกเบี้ยสูง
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อหลังรับรู้ปัจจัยลบไปมากแล้วจนทำให้ดัชนีปรับตัวลง 15%YTD แย่สุดในตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งนี้มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจะส่งผลดีต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทย ท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลกออกไปในทิศทาง Dovish มากขึ้น ซึ่งคาดจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนี PMI ภาคการผลิตของงสหรัฐฯ ชะลอตัวลง ขณะที่ในประเทศมีปัจจัยต้องติดตามเกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24-26 มี.ค. ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังรับรู้ปัจจัยลบไปมากแล้ว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนและการส่งสัญญาณยืดหยุ่นต่อแผนเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะส่งผลดีต่อบรรยากาศลงทุน กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมาย ThaiESGX โดย 1) ปี 2568 คาดกำไรยังเติบโตได้ YoY 2) มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และ 3) มีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ คาดให้ Div. Yield ปี 2568 อย่างน้อยปีละ 3% พบหุ้น SET50 ที่น่าสนใจ ได้แก่ ADVANC BBL BDMS CPALL PTT ส่วนหุ้น SET100 ที่น่าสนใจ ได้แก่ AP BCH BTG
2. หุ้นปันผลคุณภาพดี โดย 1) มีสถิติจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปีขึ้นไป และมี SETESG Ratings ตั้งแต่ระดับ A-AAA 2) คาดบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2567 หลังหักจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ยังให้ Div. Yield สูงเกิน 4% และ Div. Payout Ratio มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว และ 3) ปี 2568 ผลประกอบการยังแข็งแกร่งและราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside เกิน 15% แนะนำ AP KTB BBL SPALI KBANK
3. หุ้น Undervalued สำหรับลงทุน โดยคัดเลือกหุ้น SET100 ที่คาดเป็นเป้าหมายของกองทุน โดย 1) ปี 2568 คาดกำไรยังเติบโตได้ YoY 2) มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยสูง (Interest Coverage ratio > 1) 3) Valuation ไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขายที่ PER และ PBV 2568F ระดับต่ำกว่า -1SD 4) มีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield ปี 2568 อย่างน้อยปีละ 2% และ 5) มี SET ESG Ratings ระดับ A-AAA แนะนำ MTC MINT AMATA BJC CPF
DAILY TOP PICKS
BBL: มองหุ้นมีปัจจัยหนุนเนื่องจากคาดเป็นหนึ่งในเป้าหมายกองทุน ThaiESGX มี SETESG Rating ระดับ AAA และเลือกเป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร มี Valuation ถูกที่สุด ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และสินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตสูงที่สุด อีกทั้งยังจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 6.50 บาท (XD 23 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield 4.3%
TU: มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการส่งสัญญาณยืดหยุ่นต่อแผนเก็บภาษีนำเข้าของปธน. สหรัฐฯ แม้ 1Q68 คาดกำไรจะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และ YoY จากค่าใช้จ่าย Transformation และค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูง แต่มองโครงการซื้อหุ้นคืนที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย. (ใช้วงเงินไปแล้ว 56%) จะช่วยจำกัด Downside ราคาหุ้น
ข่าวเด่น