
คาด SET แกว่งในกรอบ อาจมีการย่อตัวจากแรงขายลดความเสี่ยง นลท. ชะลอลงทุนรอความชัดเจนมาตรการภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯ จะประกาศ 2 เม.ย. (ตรงกับ 03.00 น. ของวันที่ 3 เม.ย. ตามเวลาไทย) ซึ่งต้องจับตาว่าจะเป็นประเทศใดและเป็นอุตสาหกรรมใด ประเมินแนวรับที่ 1160 - 1155 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1175 - 1180 จุด
ประเด็นสำคัญ
• คืนนี้ติดตาม ปธน.ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (เวลา 03.00 น. ของวันที่ 3 เม.ย. ตามเวลาไทย) และ WSJ รายงานว่า ปธน. ทรัมป์อาจเรียกเก็บภาษี 20% ต่อสินค้าส่วนใหญ่ที่มีการนำเข้าสู่สหรัฐฯ
• IMF เตือนความไม่แน่นอนจากการขู่เก็บภาษีนำเข้าโดย ปธน. ทรัมป์ เสี่ยงฉุดการเติบโตเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนที่อนแอลง และหลายประเทศยังขาดศักยภาพรับมือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจเพิ่ม หลังเผชิญโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน
• ตัวเลขเปิดรับสมัครงาน (JOLTS) ของสหรัฐฯ ก.พ. ลดลงสู่ 7.57 ล้านตำแหน่ง ต่ำกว่าตลาดคาด ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตสหรัฐฯ โดย ISM ใน มี.ค. ลดลงสู่ 49.0 ต่ำกว่าตลาดคาด
• คลังเตรียมออกมาตรการเยียวยาและกระตุ้นภาคอสังหาเพื่อเรียกความเชื่อมั่น เบื้องต้นจะพิจารณามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ขณะที่รัฐบาลจะเร่งพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้านวิศวกรรมว่าอาคารสูงถูกออกแบบมาเพื่อรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้
• ครม. มีมติลดค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 68 สู่ 3.99 บาท/หน่วย มอบหมาย กฟผ. และ กกพ. ร่วมกันหาแนวทางปรับสัญญารับซื้อไฟฟ้า Adder/Fit, ปรับค่า AP และ EP ของโรงไฟฟ้า IPP ภายใน 45 วัน และปรับโครงสร้างราคา Pool Gas ให้ลดลงก่อนงวด ก.ย. - ธ.ค. 68
• ธปท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจในภาคการผลิต มี.ค. ปรับดีขึ้น หนุนจากภาคการผลิตที่เกี่ยวกับส่งออก ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในภาคที่ไม่ใช่การผลิตปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำกว่าประเมินไว้
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวผันผวน อาจมีแรงขายลดความเสี่ยงจากความกังวลผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสงครามการค้า หาก ปธน. ทรัมป์เดินหน้าขึ้นภาษีต่อเนื่องและมีการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าคาดจะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก และกดดันทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสทำนิวโลว์ อย่างไรดีหาก SET ปรับตัวลงไปในช่วง 1,100-1,130 จุด จะเป็นโอกาสลงทุน เนื่องจากมี Downside จำกัด ขณะที่พิจารณาเศรษฐกิจของจีนยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงทั้งภาคการผลิตและบริการจากความไม่ชัดเจนของนโยบายภาษี แต่มองจะไม่แย่อย่างที่ตลาดกังวล ด้านเงินเฟ้อไทย มี.ค. น่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มากนัก ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET จะแกว่งตัวผันผวน โดยอาจมีแรงขายลดความเสี่ยงจากความกังวลผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสงครามการค้า ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 3 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้นที่คาดเป็นเป้าหมาย ThaiESGX โดย 1) ปี 2568 คาดกำไรเติบโต 2) ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และ 3) จ่ายปันผลสม่ำเสมอ Div. Yield อย่างน้อย 3% หุ้น SET50 ที่ ADVANC BBL BDMS CPALL PTT และ SET100 BCH BTG
2. หุ้นปันผลคุณภาพดี โดย 1) สถิติจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปี และ 2) คาดจ่ายปันผลจากกำไรปี 2567 หลังหักจ่ายระหว่างกาลแล้ว Div. Yield สูงเกิน 4% และ Div. Payout Ratio มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว แนะนำ KTB BBL KBANK
3. หุ้น Undervalued สำหรับลงทุน คัดเลือกหุ้น SET100 ที่คาดเป็นเป้าหมายของกองทุน โดย 1) ปี 2568 คาดกำไรเติบโต 2) มีความสามารถจ่ายดอกเบี้ยสูง 3) ซื้อขายที่ PER และ PBV 2568F ระดับต่ำกว่า -1SD 4) Div. Yield ปี 2568 อย่างน้อย 2% และ 5) มี SET ESG Ratings ระดับ A-AAA แนะนำ MTC MINT AMATA BJC CPF
4. Trading Idea : นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่คาดได้ผลบวกทางอ้อมจากเหตุแผ่นดินไหว HMPRO SCCC TRUE ADVANC STECON 2) Domestic Play หากกังวลสงครามการค้ารุนแรงขึ้น CPALL ADVANC TRUE BTG BCH และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากเข้าสู่ เม.ย. ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากสถิติให้ผลตอบแทนช่วง เม.ย. เฉลี่ย 2.8% ใน เม.ย. ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (CPAXT CPALL) กลุ่มท่องเที่ยว (MINT) และกลุ่มการแพทย์ (BCH BDMS)
DAILY TOP PICKS
CPF : มองเป็นหุ้น Undervalued หลังปัจจุบันซื้อขาย PER และ PBV 68F ที่ 8.3 และ 0.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่า -1SD ขณะที่ 1Q68 คาดกำไรปกติจะดีขึ้น YoY และ ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น QoQ แรงหนุนจากราคาสุกรในไทยและเวียดนามที่ยังแข็งแกร่ง ท่ามกลางต้นทุนอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งคาดได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ADVANC : มองเป็นหุ้น Defensive ซึ่งกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง โดย 1Q68 คาดกำไรจะเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง YoY (จากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในกลุ่มนักท่องเที่ยว) และ QoQ (จากค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ลดลง) หนุนให้ปี 2568 คาดมีกำไร 38.5 พันลบ. เติบโต 10.5%YoY อีกทั้งมองมีโอกาสเพิ่มกำไรจากการประมูลใบอนุญาตที่กำลังจะมาถึง
ข่าวเด่น