ประกัน
"โตเกียวมารีนประกันชีวิต" ลุยเชิงรุก เพิ่มทุนครั้งใหญ่ 3.3 พันล้าน พร้อมขยายธุรกิจ - ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ - ปรับแผนลงทุน


มร.ทาคาชิ ไซโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เพิ่มทุนครั้งใหญ่ 3,300 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยการเพิ่มทุนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนรวมหลังการเพิ่มทุนอยู่ที่ 5,582,625,030 บาท

 
สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการเพิ่มทุนมีด้วยกัน 3 ประการ คือ 1. สร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจ และรองรับความเสี่ยงใหม่ เนื่องจากบริษัทพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีเงินทุนเพียงพอในการรองรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง แม้จะเผชิญความท้าทายในตลาด แต่บริษัทยังคงมุ่งมั่นส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ ที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งเป็นรากฐาน

 
2. เสริมสร้างฐานะทางการเงิน  ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ การเพิ่มทุนเชิงรุกในครั้งนี้มิได้เกิดจากความจำเป็นระยะสั้น แต่เป็นมาตรการเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อจะรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางการเงินในอนาคต

 
3. แสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวในประเทศไทย เพราะการเพิ่มทุนไม่ใช่เพียงมาตรการทางการเงิน แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ มองประเทศไทยเป็นพันธมิตรการเติบโตที่ยั่งยืนระยะยาว และจะส่งมอบคุณค่าที่ดีให้อย่างต่อเนื่อง
 
 
“นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1879 กลุ่มโตเกียวมารีนได้ใช้เวลากว่า 150 ปี ในการสนับสนุนลูกค้าและสังคมทั่วโลก ผ่านบริการประกันภัยและบริการที่เกี่ยวข้อง แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไป ความมุ่งมั่นของเรายังคงเดิม คือการเป็นบริษัทที่สนับสนุนลูกค้าและสังคมในทุกช่วงเวลาสำคัญ ประกันชีวิตเป็นคำมั่นสัญญาระยะยาวที่สนับสนุนลูกค้าไปอีก 10 - 20 ปี หรือมากกว่านั้น การรักษาสุขภาพทางการเงินระยะยาว และความสามารถในการปกป้องเบี้ยประกันภัยที่ได้รับฝากไว้ จึงเป็นความรับผิดชอบพื้นฐานของเรา
 
 
มร.ทาคาชิ ไซโตะ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันตลาดประกันชีวิตไทยยังคงเผชิญสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำ และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น  ในขณะที่ลูกค้าต้องการแบบประกันที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคง การเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอายุ และการประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาเหมาะสมจับต้องได้ การเพิ่มทุนครั้งนี้ ช่วยเสริมสร้างรากฐานแห่งความไว้วางใจดังกล่าว และช่วยให้สามารถรับความเสี่ยงที่ผ่านการประเมินแล้ว เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากขึ้น เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน และพัฒนาเครื่องมือรวมถึงโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI
 
 
“โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์ มองไทยเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์เพื่อการเติบโตในอนาคตประเทศไทยเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญยิ่งสำหรับกลุ่มโตเกียวมารีน โดยดำเนินธุรกิจทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยในประเทศไทย และความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจนี้ในประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2011 บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนกว่า 80,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนคนไทยและบริษัท ในการฟื้นฟูช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งในปี 2018 ได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ขยายความสามารถในการให้บริการลูกค้าชาวไทยให้กว้างขวางขึ้น ผลงานที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริง และความต่อเนื่องของกลุ่มโตเกียวมารีนต่อประเทศไทย การเพิ่มทุนครั้งนี้เป็นการสานต่อความมุ่งมั่นดังกล่าว คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ และมองการณ์ไกลเพื่อการเติบโตของบริษัท

“การตัดสินใจเพิ่มทุนสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทย และแสดงถึงศักยภาพของโตเกียวมารีนประกันชีวิต ประเทศไทย ความไว้วางใจที่เรามุ่งมั่นรักษาไว้ต่อไปอีกกว่า 100 ปีข้างหน้าร่วมกับพันธมิตร บริษัทจะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เราขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง และมุ่งหมายรอการเติบโตของโตเกียวมารีนประกันชีวิตในอนาคต” มร.ทาคาชิ ไซโตะ กล่าว

 
นางสาวยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการ-บริหารการเงิน กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,900 ล้านบาท เติบโต 4% โดยเป็นเบี้ยรับปีแรก 1,380 ล้านบาท เบี้ยชำระครั้งเดียว 420 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 9,100 ล้านบาท  

 
ด้านการบริหารการลงทุนในปี 2569 บริษัทได้ปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น จาก 2% เป็น 7% ทั้งนี้จะมีส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีทิศทางการเติบโตที่ดี นอกจากนี้ ยังปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน จาก 5% เพิ่มเป็น 15% โดยไปลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล จาก 85% เป็น 70% คาดการปรับพอร์ตการลงทุนใหม่นี้ จะทำให้ผลตอบแทนจาการลงทุน เพิ่มขึ้นเป็น 3.8–4.0% จากเดิม 3.0–3.3% และทำให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

นางสาวยุวดี กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 10,473 ล้านบาท เติบโตทุกหมวด โดยเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,294 ล้านบาท เติบโต 14% เบี้ยชำระครั้งเดียว 700 ล้านบาท เติบโต 33% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อ  8,479 ล้านบาท เติบโต 4%

 
โดยปี 2568 เป็นปีแรกที่ธุรกิจประกันชีวิตปรับเข้าสู่มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS17 ซึ่งโตเกียวมารีนยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยมีประมาณการกำไรก่อนหักภาษี 440 ล้านบาท เติบโต 65% จากปีก่อน แบ่งเป็น กำไรจากการประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่าย 300 ล้านบาท กำไรจากการลงทุน 100 ล้านบาท และรายได้อื่น 40 ล้านบาท

“ปี 2568 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับธุรกิจประกันชีวิต ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศและภายในประเทศ รวมถึงการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ ในเงื่อนไขสัญญาประกันสุขภาพมาตรฐานที่มีการนำระบบ Co-payment มาใช้ ส่งผลให้เกิดความต้องการสัญญาประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสแรก ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงต่อเนื่องตลอดปี ทำให้หลายบริษัทต้องปรับกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง บริษัทที่จะอยู่รอดได้จะต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อทุก ๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น” นางสาวยุวดี กล่าว
 
 
ด้าน ดร.สมโพชน์ เกียรติไกรวัล ประธานที่ปรึกษาสำนักกรรมการผู้จัดการ และสายงานตัวแทน  กล่าวว่า เป้าหมายปี 2569 ในด้านช่องทางการขายผ่านตัวแทน ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวม ที่ 7,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ช่องทางตัวแทนสร้างเบี้ยรวมได้ 7,314 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันภัยปีแรก 1,100 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 6,503 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนตัวแทนให้ได้ 8,000 คน จากปัจจุบันประมาณ 6,500 คน โดยจะรีครูดตัวแทนใหม่ทุกเดือน 

“ในปี 2569 นี้ บริษัทพร้อมยกระดับขีดความสามารถและภาพลักษณ์ตัวแทนโตเกียวมารีนให้ก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการนำเสนอขาย และให้บริการที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ยิ่งขึ้น” ดร.สมโพชน์ กล่าว  

 
ดร.สมโพชน์ กล่าวต่อไปถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยจะมีการเปิดตัวสินค้าสุขภาพ No-Claim Bonus ซึ่งเป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่ให้ส่วนลดสูงสุดถึง 30% (2 ปีแรก ไม่เคลมเลย ให้ส่วนลด 15% และปีต่อไป ไม่เคลม จะได้ส่วนลดมากขึ้น จนถึง 30%) และจะเปิดตัวประกันสุขภาพเด็กแผนใหม่ในเร็วๆ นี้ 

 
สำหรับผลประกอบการช่องทางการขายผ่านตัวแทนของบริษัทในปี 2568 มีการเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยช่องทางตัวแทนผลิตผลงานเบี้ยประกันภัยรับรวม ได้ 7,314 ล้านบาท แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 885 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว 321 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับปีต่อ 6,108 ล้านบาท (โดยมีเบี้ยจากผลิตภัณฑ์ ILP เกือบ 70 ล้านบาท)

“ผมขอขอบคุณลูกค้าผู้ถือกรมธรรม์ทุกท่าน ที่ให้ความไว้วางใจในโตเกียวมารีนประกันชีวิต ประเทศไทย ส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนในขณะนี้ ขอบคุณพลังตัวแทนฝ่ายขายทุกท่านที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก ทำให้ช่องทางการขายผ่านตัวแทน สร้างผลงานได้อย่างเหนือความคาดหมายตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา”ดร.สมโพชน์ กล่าว

 
ดร.สมโพชน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่โตเกียวมารีนโฮลดิ้งส์เพิ่มทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้สถานะเงินทุนของบริษัทมั่นคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของโตเกียวมารีนประกันชึวิต ประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนนี้ บริษัทจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกช่วงชีวิต อีกทั้งขยายช่องทางการขายผ่านตัวแทน ซึ่งเป็นช่องทางการขายหลักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญการลงทุนนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวของโตเกียวมารีนประกันชีวิต

LastUpdate 09/01/2569 23:20:40 โดย :
11-01-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ January 11, 2026, 5:01 pm