
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้อยู่ที่ประมาณ 31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าจะผันผวนในกรอบ 30.90 - 31.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ในภาพรวมค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอย่างผันผวน ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ผ่านการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยมีคะแนนเสียงสนับสนุน 10 ต่อ 2 และมีกรรมการสองท่าน ได้แก่ นายสตีเฟน ไมแรน และนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ที่เสนอให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ทั้งนี้ แถลงการณ์ยังระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดี ตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง
ในส่วนของมาตรการหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown) วุฒิสมาชิกจากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันสามารถบรรลุข้อตกลงชั่วคราว เพื่อขยายงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิออกไปอีก 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้มีเวลาเจรจาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเผชิญภาวะชัตดาวน์บางส่วนในท้ายที่สุด
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้แสดงท่าทีว่าพร้อมปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้เป็น 25% จากเดิม 15% ภายหลังการเจรจาการค้าที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง นอกจากนี้ยังระบุถึงความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีในอัตรา 100% ต่อแคนาดา หลังจากนายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ส่งสัญญาณว่าจะกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน
ในประเด็นค่าเงิน ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีไม่กังวลต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ โดยระบุว่าจีนและญี่ปุ่นมีการกดค่าเงินมาอย่างยาวนาน ขณะที่นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะไม่แทรกแซงค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินเยน และยังคงยึดมั่นในนโยบาย “ดอลลาร์แข็งค่า”
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เสนอชื่อนายเควิน วอร์ช ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ซึ่งช่วยลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดในอนาคต
ข่าวเด่น