เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "แกว่งขึ้นแต่เริ่มผันผวนในช่วงสั้น"


คาดตลาดปรับตัวขึ้นต่อ สัญญาณ Fund Flow ยังหนุน แต่การขึ้นคาดจะเริ่มเห็นความผันผวนที่มากขึ้นในช่วงใกล้แนวต้าน 1420/1430 ระยะสั้นตลาดรับรู้ปัจจัยบวกไปในระดับหนึ่ง แม้ว่าระยะกลางมีโอกาสดีขึ้นจากเสถียรภาพการเมือง ปัจจัยภายนอก ติดตามตัวเลข NFPs คืนนี้ที่เลื่อนมาจากวันศุกร์ หลังข้อมูลแรงงานที่ผ่านมาอ่อนแอทั้ง ADP Employment, JOLTs แม้คาดยังไม่เปลี่ยนมุมมองเฟดที่ยังคงดอกเบี้ย แต่หากตัวเลขออกมาแย่จะซ้ำเติมภาพ ศก. หลังยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ต่ำคาด

ประเด็นสำคัญ

• รมว. คลังเผยช่วงรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ กระทรวงการคลังจะคงเดินหน้ามาตรการกระตุ้น ศก. โดยเฉพาะที่ได้รับอนุมัติแล้ว ได้แก่ ”ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย, BOI Fast Pass เร่งโครงการลงทุนกว่า 4.8 แสนลบ. เป็นต้น นอกจากนี้ได้เผยว่าไม่มีแนวคิดนำ “ช็อปดีมีคืน” กลับมาใช้ จากเดิมที่มักมีในช่วงต้นปี แต่จะเดินหน้ามาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีแทน

• รมว. คลังประเมินโครงการ Quick Big Win เช่น “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ได้ดำเนินการในช่วงก่อนนี้จะช่วยสนับสนุนให้ ศก. ไทยช่วง 4Q68 เติบโตได้ถึง 1.8% (เดิมหลายฝ่ายคาด 0.3%) และคาด ศก. ไทยทั้งปี 2568 จะเติบโตได้สูงกว่าที่ สศค. คาดไว้ที่ 2.2%

• จำนวน นทท. ต่างชาติเดินทางเข้าไทยในสัปดาห์ก่อนที่ 796,978 คน เพิ่มขึ้น 5%WoW หนุนจาก นทท. จีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ 151,988 คน เพิ่มขึ้น 30%WoW และพลิกขยายตัว 13%YoY เป็นสัปดาห์แรกในรอบปี มองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว CENTEL และ ERW

• MSCI ปรับหุ้นเข้า-ออกดัชนีรอบ ก.พ. 2569 ดัชนี MSCI Global Standard ไม่มีหุ้นเข้า แต่มีหุ้นออก 1 หุ้น – CPAXT ส่วนดัชนี MSCI Global Small Cap มีหุ้นเข้า 3 หุ้น – CRC IVL JTS และหุ้นออก 4 หุ้น – HANA JMT M PLANB มีผลวันที่ 27 ก.พ. 2569 ณ เวลาปิดตลาด

• ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ใน ธ.ค. 2568 ทรงตัว MoM ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ +0.6%MoM และต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ สะท้อนการบริโภคสหรัฐฯ ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ต้นปีใหม่ คาดได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากรและภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว เสี่ยงฉุดการเติบโตของ ศก. สหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2569
 
กลยุทธ์การลงทุน

แม้ช่วงสั้นมอง SET มีโมเมนตัมปรับตัวขึ้นต่อได้ หลังมีความชัดเจนพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งช่วยลดสุญญากาศทางการเมืองและสร้างความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ แต่ควรเพิ่มความระมัดระวัง หลังดัชนีเปิด Gap ขาขึ้นรุนแรงจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าอย่างหนาแน่น ทำให้ทางเทคนิคมีโอกาสสูงที่จะเกิดการพักตัวจากแรงขายทำกำไร หากดัชนีไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านสำคัญที่ 1420/1430 จุดได้อย่างมั่นคง ส่วนปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sector, นโยบาย ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีก และ CPI ซึ่งแม้คาดจะยังไม่เปลี่ยนมุมมองเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ แต่เป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”  

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

แม้มอง SET มีโมเมนตัมปรับขึ้นต่อได้ หลังมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น แต่ทางเทคนิคมีโอกาสพักตัวจากแรงขายทำกำไรหลังดัชนีปรับขึ้นแรง ขณะที่การประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทยและนโยบายของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศยังเป็นปัจจัยอื่นที่ต้องติดตาม กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้

1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ BGRIM CHG GPSC GULF PRM

2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI

3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แนะนำ กลุ่มรับเหมาและวัสดุฯ (STECON CK SCC) กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มนิคม (WHA AMATA) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GUNKUL BANPU) กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CRC CPN) กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS AOT CENTEL ERW) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL HMPRO SAWAD WHA 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP SPRC และ 4) หุ้นที่คาดสัปดาห์นี้จะประกาศกำไร 4Q68 เติบโต YoY แนะนำ PTTGC GPSC FTREIT

Daily Top Picks

WHA: ปัจจัยกระตุ้นจากกำไรสุทธิ 4Q68 ที่คาดจะเติบโต YoY และ QoQ และคาดกำไรสุทธิปี 2568 จะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 5.05 พันลบ. หนุนจากยอดโอนที่ดินที่แข็งแกร่งและการขายสินทรัพย์แก่กองทรัสต์ ขณะที่ Backlog มีแนวโน้มเติบโตและมีโอกาสเพิ่มราคาขาย ด้านกำไรสุทธิปี 2569 คาดจะเติบโตต่อเนื่องเป้าหมายระยะสั้นที่ 3.88 บาท

GPSC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงและ Bond Yield ที่ปรับลง กำไรสุทธิ 4Q68 คาดจะเติบโต YoY และ QoQ หนุนจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงและกำไรส่วนแบ่งจากการลงทุน และ 1Q69 กำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่มี Upside จากการทำ Asset Monetisation ของกลุ่ม PTT เป้าหมายระยะสั้นที่ 40.00 บาท
 

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 ก.พ. 2569 เวลา : 11:52:18
11-02-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ February 11, 2026, 8:14 pm