
· ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.75% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ในการประชุมวันที่ 16-17 มี.ค. 2026 พร้อมคงดอกเบี้ยเงินฝากที่ 3.75% และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5.50% สะท้อนท่าทีเชิงนโยบายที่ยังคงระมัดระวังท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยปัจจัยหลักที่จำกัดการลดดอกเบี้ยมีดังนี้
- แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน แม้รัฐบาลยังตรึงราคาน้ำมันผ่านมาตรการอุดหนุน แต่ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ โดยเงินเฟ้อเดือน ก.พ.อยู่ที่ 4.76% สูงกว่ากรอบเป้าหมายของ BI (1.5%-3.5%) เป็นผลของฐานต่ำในปีก่อนที่มีมาตรการลดค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งขึ้นตามราคาพลังงานในระยะถัดไป จึงเป็นข้อจำกัดต่อการลดดอกเบี้ย (รูปที่ 1)
รูปที่ 1: ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยฐาน
ค่าเงินรูเปียห์ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง
เงินเฟ้อเดือน ก.พ.อยู่ที่ 4.76% เกินกว่ากรอบเป้าหมาย
ที่มา: CEIC โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย
- ค่าเงินรูเปียห์เผชิญแรงกดดันจากภายนอก โดยค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 17,000 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ (อยู่ที่ 16,934 ณ 16 มี.ค.) นับเป็นระดับอ่อนค่าใกล้จุดต่ำสุดในรอบหลายปี (รูปที่ 1) สะท้อนแรงกดดันจากภาวะ Risk-off ในตลาดการเงินโลก กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ และค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ นอกจากนี้ การที่ Moody’s และ Fitch ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียเป็นเชิงลบในเดือน ก.พ. และ มี.ค. ตามลำดับ ยิ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อเสถียรภาพเชิงนโยบายและฐานะการคลัง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์อินโดนีเซียยังคงเปราะบาง
- ความเสี่ยงด้านการคลังเริ่มสะท้อนผ่านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียอายุ 10 ปีปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6.9% ณ 16 มี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน การปรับขึ้นดังกล่าวเกิดจากปัจจัยผสมทั้งแรงกดดันจากภาวะการเงินโลกตึงตัว และการลดความเสี่ยงของนักลงทุน (Risk-off) จากความกังวลต่อภาระการอุดหนุนพลังงานและแนวโน้มการขาดดุลงบประมาณ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป
รูปที่ 2: ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ที่มา: CEIC โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย
· ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยของ BI มีจำกัดมากขึ้น จากความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินควบคู่กับการควบคุมเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลงในช่วงครึ่งแรกของปีและแรงกดดันต่อค่าเงินและเงินเฟ้อลดลง มีความเป็นไปได้ที่ BI จะกลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยอาจปรับลดได้ราว 1-2 ครั้ง สู่ระดับประมาณ 4.25%
ข่าวเด่น