คาด SET ปรับลง กดดันจาก 1) ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุ $110/bbl อิหร่านขู่โต้กลับแหล่งพลังงาน 3 ชาติอาหรับหลังอิสราเอลโจมตีคลังก๊าซและน้ำมันขนาดใหญ่ของอิหร่าน 2) Fed อาจลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ 3) วันนี้โหวตลงมติเลือกนายกฯ แม้จะยังคงดำเนินตามขั้นตอนต่อไปได้ แต่ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องกรณีบัตรเลือกตั้งไว้วินิจฉัย ถือเป็น overhang ที่อาจส่งผลต่อการลงทุน ประเมินแนวรับ 1410/1395 แนวต้าน 1430/1440
ประเด็นสำคัญ
• แหล่งก๊าซฯ อิหร่าน Pars ถูกโจมตี ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี สื่ออิหร่านรายงานว่าอิสราเอลเป็นผู้โจมตีโดยมีสหรัฐฯ เห็นชอบ และอิหร่านตอบโต้โดยประกาศให้ประเทศเพื่อนบ้านอพยพออกจากแหล่งพลังงานต่างๆ เนื่องจากเป็น “เป้าหมายที่ชอบธรรม” หนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้น 6.7% สู่ระดับ US$107/bbl
• ศาล รธน. มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องประเด็น Barcode/QR Code บนบัตรเลือกตั้งจะทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อ รธน. และทำให้ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยสั่ง กกต. เข้าชี้แจงใน 15 วัน ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลทางการเมือง ทำให้ตลาดหุ้นไทยวานนี้เผชิญแรงขายระหว่างวันและปิดบวกลดลง ส่วนการประชุมสภาผู้แทนฯ เพื่อโหวตนายกฯ ในวันนี้คาดจะดำเนินต่อได้
• รมว. คลังสั่งเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตพลังงานในทุกมิติ รวมถึงการเตรียมออก พ.ร.ก. ให้ค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ และแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตหากกองทุนฯ ถึงขีดจำกัด เพื่อให้พร้อมบังคับใช้ได้ทันทีหลังมีรัฐบาลใหม่
• นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปเผยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง 3 ด้านหลัก คือ โลจิสติก พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นและส่งสัญญาณเตรียมปรับราคาสินค้าขึ้น 10-20% และเสนอภาครัฐเร่งออกมาตรการด้านภาษีเพื่อบรรเทา มองประเด็นดังกล่าวเป็นสัญญาณลบต่อกำลังซื้อ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำเป็น
• การประชุมนโยบายการเงิน FOMC มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่สามติดต่อกันที่ 3.50-3.75% เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ และส่งสัญญาณจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2569 และ 2570 และได้ปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปีนี้เป็น +2.4% (เดิม +2.3%)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off และผันผวนสูง โดยหากวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซลากยาวเกิน 1 เดือน จนส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent ทรงตัวสูงเหนือ US$90/bbl คาดจะเกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับรุนแรง (Supply Shortage) ซึ่งจะลามไปสู่อุตสาหกรรมอื่นทั่วโลก โดยต้นทุนแฝงในภาคการผลิตจะเริ่มสะสมจนกดดันให้เกิดการขาดแคลนสินค้า และ/หรือ ราคาขายสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและเกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง (Stagflation) ในกรณีเลวร้ายคาดจะกดดันให้ GDP ไทย และ EPS SET ลดลงเหลือ 1.1% และ 91.0 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า (ระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่) จะได้ SET ที่ระดับ 1275 จุด ปัจจัยสำคัญอื่นที่ต้องติดตามคือ การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก (Fed, ECB, BoE, BoJ) กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off โดยวิกฤติในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ต้องจับตาความท้าทายในการบริหารจัดการ Supply Chain ของทั้งโลก ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้
หากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำ : แนะนำถือเงินสดเพิ่มขึ้น (Cash is King) โดยลดน้ำหนักหุ้นที่มีความอ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงาน เปราะบางจากมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หรือ ค่าเงินบาทอ่อน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว และรพ. ระดับบน ขณะที่สามารถทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น (PTTEP) โดยควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไรไว้เสมอ หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย
หากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร โดยมอง “วิกฤตคือโอกาส" : แนะนำ "Buy on Panic" โดยแบ่งไม้ซื้อที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 ใน 2 ธีมเด่น คือ
1) High Dividend สร้างกระแสเงินสดระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่เหลือปันผลจ่ายจากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield > 5% ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI
2) Fast Rebound ดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ราคาลงแรงเกินจริง โดยได้ผลกระทบโดยตรงจำกัดจากวิกฤติอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF BJC HMPRO SAWAD MTC TIDLOR
ขณะที่นักลงทุนระยะกลางที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นเชิงรับที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มี margin of safety สูง มีความชัดเจนของกําไร และซื้อขายที่ valuation สมเหตุสมผล แนะนำ ADVANC BDMS BEM BBL GULF ที่อยู่ในบทวิเคราะห์กลยุทธ์ลงทุน 2Q69
Daily Top Picks
PTTEP: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งสู่ระดับ US$107/bbl ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับขึ้น แหล่งก๊าซฯ Pars ของอิหร่านถูกโจมตี และอิหร่านประกาศให้ประเทศเพื่อนบ้านอพยพและเตรียมตอบโต้ และมองเป็นสินทรัพย์ Hedge เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้แก่พอร์ต เป้าหมายระยะสั้นที่ 151.00 บาท
ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ต ARPU มีแนวโน้มสูงขึ้น และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลงจากฐานสูง และมี Upside จากการใช้ประโยชน์ผลขาดทุนสะสมทางภาษี เป้าหมายระยะสั้นที่ 387 บาท
ข่าวเด่น