เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "การสู้รบตึงเครียดกดดัน SET"


คาด SET แกว่งผันผวนทางลง การสู้รบในตะวันออกกลางตึงเครียดหลังอิหร่านระบุจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน IT ระบบผลิตน้ำจืดของพันธมิตรสหรัฐในภูมิภาค ตอบโต้คำขู่สหรัฐฯ ที่จะถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่าน หักล้างความหวังที่ ปธน.อิหร่านเสนอจัดตั้งโครงสร้างความมั่นคงเพื่อสร้างหลักประกันด้านสันติภาพ ขณะที่ปัจจัยในประเทศติดตามมาตรการป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ทางเทคนิค ดัชนียังแกว่งผันผวน แนวรับ 1415/1400 แนวต้าน 1445/1455

ประเด็นสำคัญ

• สถานการณ์ในตะวันออกกลางส่อตึงเครียดมากขึ้น สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังสู่ตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นและ ปธน. ทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในวันที่ 23 มี.ค. ด้านอิหร่านขู่จะตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน, โรงผลิตน้ำจืด และการตัดสายเคเบิลอินเตอร์เน็ตใต้ทะเล

• QatarEnergy เผยว่าการโจมตีโดยอิหร่านต่อโรงผลิตก๊าซฯ และ LNG กระทบต่อความสามารถในการส่งออก LNG ของกาตาร์ราว 12.8 ล้านตัน/ปีหรือ 17% ของการส่งออกทั้งหมด และอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 3-5 ปี กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานก๊าซฯ-LNG โดยเฉพาะฝั่งเอเชียซึ่งเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ และไทยมีสัดส่วนนำเข้า LNG จากกาตาร์ราว 21-25%

• กกพ. เตรียมจะแบกรับต้นทุนค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. 2569 โดยใช้เงิน Claw Back ราว 9.4 พันลบ. (ลดได้ราว 0.13 บาท/หน่วย) ร่วมกับขอให้ กฟผ. ไม่รับคืนหนี้ค้างจ่าย และเสนอรัฐบาลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วย/เดือน สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP แนะนำ Wait & See สงครามตะวันออกกลางและมาตรการรับมือจากภาครัฐ

• ที่ประชุม BOI รับทราบความคืบหน้ามาตรการ Thailand FastPass โดยมีโครงการที่ถูกคัดเลือกแล้วในเฟสแรก 16 โครงการ มูลค่ารวม 1.7 แสนล้านบาท และมีอีก 30 โครงการ (มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท) มีแผนการลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570 ส่วนภาคอุตสาหกรรม มองเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มนิคมฯ อย่าง WHA AMATA

• กรมการค้าภายในร่วมประชุมกับ 9 ผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ (รวมถึง SPC NEO OSP BJC) ยืนยันว่าระดับสต็อกสินค้าปัจจุบันเพียงพอกับการบริโภคถึง เม.ย. 2569 และกระทรวงพาณิชย์จะประสานเพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะ เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซลเวนต์

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์และผันผวนสูง โดยตลาดยังอยู่ในภาวะ Risk-off และให้น้ำหนักกับวิกฤตในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการยกระดับโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานภายในกลุ่มประเทศ GCC  ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ $100 ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่กำลังสร้างความกังวลเรื่อง Supply Shortage และอาจจุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงรอบใหม่ทั่วโลก ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาดและจะส่งผลกดดันต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง ส่วนประเด็นการเมืองในประเทศ กรณีศาล รธน. มีมติ 6:3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด มองตลาดให้น้ำหนักลดลงเพราะกลไกการบริหารจัดการภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อได้ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off จากกังวลวิกฤติพลังงานและ Supply Shortage ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจนนำไปสู่ภาวะ Stagflation ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นถือเงินสดเพิ่มขึ้น และลดสัดส่วนหุ้นที่อ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงาน มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หรือ ค่าเงินบาทอ่อน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว และรพ. ระดับบน ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น (PTTEP) โดยตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไรไว้เสมอ หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำ Selective Buy โดยแบ่งไม้สะสม (No Single Entry) ที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 โดยเน้น 3 ธีมหลัก ดังนี้

1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ อีกทั้งมีฐานะการเงินมั่นคง ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI

2. หุ้น High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจำเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย ทำให้มีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC BEM CHG BCH PTTEP

3. หุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์จากบาทอ่อนค่า หรือ/และ มาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐลดลงเหลือ 10% จากเดิม 19% ทำให้มีต้นทุนภาษีลดลง ช่วยหนุนมาร์จิ้นให้กว้างขึ้น ได้แก่ TU ITC DELTA HANA

Trading Idea: เก็งกำไรหุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์จากการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE), กลุ่มพลังงาน (PTT), กลุ่มรับเหมา (STECON, CK) รวมถึงกลุ่มพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซล เอทานอล ปาล์ม (BBGI, GGC, UBE, UVAN, VPO, CPI)

Daily Top Picks

ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ต ARPU มีแนวโน้มสูงขึ้น และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลงจากฐานที่สูง และมี Upside จากการใช้ประโยชน์ผลขาดทุนสะสมทางภาษี เป้าหมายระยะสั้นที่ 386 บาท

BBL: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากเป็นหุ้นธนาคารที่จ่ายปันผลสูงและจะเครื่องหมาย XD ในวันที่ 22 เม.ย. 69 ที่ 8 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Div. Yield ที่ 4.8% ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อปี 69 เติบโต 2-3% หนุนจากกลุ่มสินเชื่อรายใหญ่และต่างประเทศ และคาดได้ประโยชน์จาก FDI ในอาเซียนที่เพิ่มขึ้น เป้าหมายระยะสั้นที่ 169.00 บาท
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 มี.ค. 2569 เวลา : 12:47:04
23-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 23, 2026, 9:32 pm