เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
บล.อินโนเวสท์วิเคราะห์ "คาด SET แกว่งตัวรอความชัดเจน"



 
คาด SET แกว่ง sideways ผันผวน สถานการณ์ตะวันออกกลาง ทั้ง 2 ฝ่ายส่งสัญญาณขัดแย้งกันเกี่ยวกับการยุติสงคราม แม้สหรัฐฯ ขยายเส้นตายการโจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่านออกไปอีก 10 วัน ถึง 6 เม.ย. พร้อมระบุมีความคืบหน้า แต่อิหร่านยังไม่ตกลงและกำลังพิจารณา ขณะที่ราคาน้ำมันย่อตัวลงเล็กน้อย อาจกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและคาดสลับไปยังหุ้น defensive ทางเทคนิคดัชนีย่อตัวลง แนวต้านยังเป็น gap บริเวณ 1465 ส่วนการพักตัวมีแนวรับ 1430-1420

ประเด็นสำคัญ

• เช้านี้ราคาน้ำมัน Brent เริ่มอ่อนตัวลงและ DJIA Futures ยืนแดนบวก หลัง ปธน. ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายโจมตีโครงสร้างพลังงานของอิหร่านออกไป 10 วัน (ถึง 6 เม.ย.) และระบุอิหร่านพร้อมปล่อยเรือบรรทุกน้ำมัน 10 ลำผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเปิดทางเจรจา ผ่อนคลายความตึงเครียดจากวานนี้ที่ราคาน้ำมัน Brent พุ่งแรง 5.7% และ DJIA ปิดลบ 1%

• การประชุม ครม. นัดพิเศษมีมติผ่าน 7 มาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบน้ำมันแพง ได้แก่ พิจารณาแนวทางลดภาษีสรรพสามิต, ดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, อุดหนุนกลุ่มขนส่ง โดยชดเชยจริงผ่าน GPS, หนุนภาคเกษตรใช้ปุ๋ยอินทรีย์, หนุนกลุ่มประมงใช้ B20, ชดเชยค่า K และขยายเวลาตรวจรับงานกลุ่มก่อสร้าง และช่วยเหลือ SMEs ผ่าน Soft Loan

• ธปท. ยอมรับว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทำให้เงินเฟ้อเข้าสู่กรอบเป้าหมายเร็วกว่าที่คาดจากราคาพลังงานที่ปรับขึ้นและห่วงโซ่อุปทานที่อาจหยุดชะงัก และยืนยันอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% เป็นระดับที่ผ่อนคลายเพียงพอและไม่ต่ำจนเกินไปในการรองรับความเสี่ยงต่างๆ

• ส.อ.ท. ประเมินการปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาท/ลิตร ทำให้ดีเซลปรับขึ้นสู่ 39.84 บาท/ลิตร จะส่งผลต่อต้นทุนด้านโลจิสติกส์และขนส่งของภาคอุตสาหกรรมพุ่งขึ้นราว 20-25% และจะทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้นราว 8-10% และหากทรงตัวในระดับนี้ต่อเนื่อง ประเมินจะกระทบ GDP ปี 2569 ให้เติบโตไม่เกิน 1% ส่วนเงินเฟ้อพุ่งสู่ 5-6%

• OECD ประเมินสหรัฐฯ จะเผชิญผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากสงครามตะวันออกกลางมากที่สุดในกลุ่ม G7 และพุ่งสู่ระดับ 4.2% ในปี 2569 เช่นเดียวกับจีน, เกาหลีใต้ และอินเดีย และประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2569 จะเติบโตลดลงสู่ 2.0% ส่วนโลกเติบโตลดลงสู่ 2.9%

กลยุทธ์การลงทุน

ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์และผันผวนสูง โดยตลาดยังอยู่ในภาวะ Risk-off และให้น้ำหนักกับวิกฤตในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการยกระดับโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานภายในกลุ่มประเทศ GCC  ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ $100 ต่อบาร์เรล ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่กำลังสร้างความกังวลเรื่อง Supply Shortage และอาจจุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงรอบใหม่ทั่วโลก ซึ่งจะบีบให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาดและจะส่งผลกดดันต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยตรง ส่วนประเด็นการเมืองในประเทศ กรณีศาล รธน. มีมติ 6:3 รับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด มองตลาดให้น้ำหนักลดลงเพราะกลไกการบริหารจัดการภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อได้ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”

ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

มอง SET ยังอยู่ในภาวะ Risk-off จากกังวลวิกฤติพลังงานและ Supply Shortage ซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจนนำไปสู่ภาวะ Stagflation ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นถือเงินสดเพิ่มขึ้น และลดสัดส่วนหุ้นที่อ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงาน มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง หรือ ค่าเงินบาทอ่อน อาทิ ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว และรพ. ระดับบน ขณะที่ทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น (PTTEP) โดยตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไรไว้เสมอ หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำ Selective Buy โดยแบ่งไม้สะสม (No Single Entry) ที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 โดยเน้น 3 ธีมหลัก ดังนี้

1. หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน เม.ย.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลงวดนี้จากกำไรปี 2568 ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ อีกทั้งมีฐานะการเงินมั่นคง ได้แก่ KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI

2. หุ้น High Pricing Power ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนหรือปรับราคาขายให้กับลูกค้าได้เร็วเพราะเป็นสินค้าจำเป็น (Defensive) หรือมีคู่แข่งน้อยราย ทำให้มีความเสี่ยงจำกัดต่อปัจจัยภายนอก ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL CPAXT BJC BEM CHG BCH PTTEP

3. หุ้นส่งออกที่ได้อานิสงส์จากบาทอ่อนค่า หรือ/และ มาตรการภาษีศุลกากรชั่วคราวของสหรัฐลดลงเหลือ 10% จากเดิม 19% ทำให้มีต้นทุนภาษีลดลง ช่วยหนุนมาร์จิ้นให้กว้างขึ้น ได้แก่ TU ITC DELTA HANA

Trading Idea: เก็งกำไรหุ้นที่คาดได้รับอานิสงส์จากการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE), กลุ่มพลังงาน (PTT), กลุ่มรับเหมา (STECON, CK) รวมถึงกลุ่มพลังงานทางเลือกอย่างไบโอดีเซล เอทานอล ปาล์ม (BBGI, GGC, UBE, UVAN, VPO, CPI)

Daily Top Picks

ADVANC: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ต ARPU มีแนวโน้มสูงขึ้น และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลงจากฐานสูง และมี Upside จากการใช้ประโยชน์ผลขาดทุนสะสมทางภาษี เป้าหมายระยะสั้นที่ 373 บาท

TTB: ปัจจัยบวกระยะสั้นจากงาน Motor Show 2026 ที่ช่วยเพิ่มโอกาสขยายตัวของสินเชื่อยานยนต์ (คิดเป็น 28% ของพอร์ต) และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลที่ 0.071 บาท/หุ้น คิดเป็น Div. Yield 3.1% (XD 27 เม.ย.) อีกทั้งยังมี Downside จำกัดจากโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เป้าหมายระยะสั้น 2.36 บาท
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 27 มี.ค. 2569 เวลา : 11:18:53
29-03-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ March 29, 2026, 6:53 pm