เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำคนใหม่ "ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์" ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนที่ 18 ชูบทบาทธนาคารเพื่อทุกช่วงชีวิต ยกระดับธนาคารเพื่อสังคม สู่ Smart Social Bank for All Life วางตำแหน่งธนาคารออมสินเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน แต่เป็น "กลไกเชิงโครงสร้าง" ในการพยุงเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สิ้นสุด
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในการแถลงวิสัยทัศน์การนำองค์กรและนโยบายการดำเนินงาน ในฐานะผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ลำดับที่ 18 โดยเปิดเผยว่า การประกาศทิศทางในครั้งนี้ของปี 2569 เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 113 ปีของธนาคารออมสิน ที่ได้ดำเนินภารกิจตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในการส่งเสริมการออมทรัพย์ของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ขยายผลสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม และนับจากนี้ไปธนาคารพร้อมเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับการดำเนินงานมุ่งเป้าหมายการเป็น ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของคนไทย
ผู้อำนวยการออมสินประเมินว่า เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะ “วิกฤตอย่างต่อเนื่อง” ตั้งแต่ปัญหาโควิด-19 สงครามความขัดแย้ง ไปจนถึงความผันผวนด้านพลังงานและค่าเงิน ซึ่งทำให้การดำเนินธุรกิจและชีวิตของประชาชนเผชิญความเสี่ยงในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม และความท้าทายยังไม่จบ ธนาคารต้องไม่ใช่แค่คนปล่อยเงิน โจทย์ของออมสินจะไม่ใช่แค่ทำให้ธนาคารอยู่ได้ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าอยู่รอดไปด้วยกัน” ผู้อำนวยการออมสินกล่าว
วางบทบาทใหม่ “From Birth to Legacy” ดูแลทั้งชีวิต
ธนาคารออมสินกำหนดบทบาทชัดเจน พร้อมที่ดูแลคนไทยทุกช่วงชีวิตให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยยึดหลักคิด “From Birth to Legacy” ที่ธนาคารออมสินวางบทบาทใหม่ จากผู้ปล่อยกู้ สู่การเป็นสถาบันการเงินที่เข้าไปอยู่ในทุกช่วงชีวิตของประชาชน ตั้งแต่เกิดจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน วัยทำงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้สูงอายุ หรือเริ่มตั้งแต่การปลูกฝังวินัยการออมในวัยเด็ก การสนับสนุนการศึกษา การให้ทุนตั้งต้นชีวิต ไปจนถึงการวางแผนเกษียณและการส่งต่อทรัพย์สิน
แนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการออกผลิตภัณฑ์ตามช่วงวัย แต่เป็นการ “สร้างเส้นทางการเงินทั้งชีวิต” เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาวให้กับประชาชน โดยเฉพาะในสังคมที่อายุขัยยืนยาวขึ้น และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจซับซ้อนมากขึ้น
โฟกัส “คนตัวเล็ก” ดึงเข้าระบบการเงิน
หนึ่งในแกนหลักของนโยบาย Smart Social Bank for All Lives คือ การขยายโอกาสให้กับ “คนตัวเล็ก” (Financial Inclusion) หรือกลุ่มคนที่ไม่มีหลักประกันและไม่มีประวัติเครดิต ซึ่งมักถูกปฏิเสธจากระบบธนาคารพาณิชย์ โดยนายทรงพล เปิดเผยว่า ธนาคารจะปรับวิธีการปล่อยสินเชื่อจากเดิมที่เน้น “คัดคนออก” มาเป็น “คัดคนเข้า” หรือ จากเดิมที่ระบบธนาคารใช้หลักการคัดกรองความเสี่ยงเพื่อตัดคนออก (Screening Out) ออมสินกำลังเปลี่ยนไปสู่แนวคิด Screening In โดยใช้ระบบประเมินศักยภาพ (Scoring) ที่พิจารณาในหลากหลายมิติ แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์หรือเครดิตบูโรเพียงอย่างเดียวในอดีต
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ประชาชนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าฐานรากกว่า 1 ล้านราย พร้อมตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ไม่น้อยกว่า 120,000 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินสินเชื่อเฉลี่ยรายละ 100,000–200,000 บาท
นอกจากนี้ ในปี 2569 ธนาคารออมสินตั้งเป้าขยายสินเชื่อผู้ประกอบการมากกว่า 40% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ควบคู่กับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงินกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยสร้างสภาพคล่องและโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กธุรกิจ SMEs และ Supply Chain ให้สามารถเดินหน้าต่อได้ ครอบคลุมไปจนถึงการลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการสนับสนุนธุรกิจในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และการเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ
“หนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การขยายสินเชื่อไปสู่ระดับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเน้นกลุ่มเกษตรแปรรูป อาหาร การท่องเที่ยว และบริการ เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากไม่สามารถทำผ่านผู้กู้รายบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงแรงงาน คู่ค้า และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นอกจากนี้แล้ว การสนับสนุนเงินทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การลงทุนในเครื่องจักร ก็จะช่วยลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของประเทศไทยได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการออมสินกล่าว
โมเดลใหม่ “Proactive Buffer” เติมสภาพคล่องก่อนเกิดวิกฤต ลดความเสี่ยงหนี้เสีย
สำหรับการบริหารความเสี่ยง ปัญหาของหนี้เสีย หรือ NPL นั้น ธนาคารจะเลือกใช้แนวทางเชิงรุก โดยพัฒนาโมเดล “Proactive Buffer” เข้าไปช่วยลูกค้าก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเป็นหนี้เสีย หรือการเติมสินเชื่อเพิ่มในช่วงที่ลูกค้าเดือดร้อนจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยธนาคารจะประเมินผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาพลังงานหรือภาวะเศรษฐกิจ แล้วเสนอสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่องล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้โดยไม่สะดุด
แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนจาก “การบริหารหลังวิกฤต” ไปสู่ “การป้องกันก่อนเกิดวิกฤต” ซึ่งผู้อำนวยการออมสินเชื่อว่าจะช่วยรักษาคุณภาพสินเชื่อได้ในระยะยาว สามารถควบคุม NPL ได้ดีกว่าการรอแก้ปัญหาภายหลัง
ส่วนการโอนหนี้เสียให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์ อารีย์ จำกัด (ARI-AMC) เพื่อบริหารจัดการหนี้และช่วยลูกหนี้รายย่อยปรับโครงสร้างหนี้ตามนโยบายรัฐนั้น ผู้อำนวยการออมสินกล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ในแผนของการดำเนินงานปีนี้ แต่กำลังอยู่ในขั้นตอนการสรุปตัวเลขที่ชัดเจนกับกระทรวงการคลัง ซึ่งจะมีการเปิดเผยรายละเอียดในระยะต่อไป
“Smart” มากกว่าไอที คือการลดแรงเสียดทานของระบบการเงิน
ผู้อำนวยการออมสินระบุว่า โจทย์แรกของธนาคารออมสิน คือ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที โดยเน้นหัวใจสำคัญ คือ คำว่า "Smart" ที่มีโจทย์หลักคือการใช้งานโดยไม่ต้องมาสาขา เพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนผ่านการทำธุรกรรมด้วยโทรศัพท์มือถือและการใช้ QR Code ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพกธนบัตร รวมถึงการเพิ่มช่องทางในการศึกษาผลิตภัณฑ์หรือขอสินเชื่อผ่านช่องทางอื่นนอกเหนือจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่สาขาเพียงอย่างเดียว ทั้งหมดนี้ คือการปรับปรุงระบบไอทีและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ช่วยให้ธนาคาร "ตัวเบาขึ้น" ส่งผลให้ระยะเวลาในการดำเนินการต่าง ๆ รวดเร็วและคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้บริการ
โดยกรอบเวลาการเปลี่ยนแปลงนั้น ธนาคารคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทั้งในด้านการใช้เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และการให้บริการภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า โดยจะมีการนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาปรับปรุงและแก้ไขระบบไปพร้อมกัน
การปรับยุทธศาสตร์ของออมสินในภายใต้การขับเคลื่อนของผู้อำนวยการออมสินในครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจากธนาคารรัฐแบบเดิม ไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ที่เชื่อมโยงนโยบายรัฐกับเศรษฐกิจจริง ในการมุ่งเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้แนวคิด Smart Social Bank for All Life ที่ธนาคารไม่ได้เพียงตั้งเป้าช่วยให้ประชาชนอยู่รอด แต่ต้องการยกระดับให้คนที่อยู่นอกระบบสามารถมีที่ยืนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้จริง
ข่าวเด่น