หุ้นทอง
ตลท.เผยตลาดหุ้นไทยกลับมาน่าสนใจ หลัง Moody's ขยับ Outlook ต่างชาติเชื่อมั่น เตรียมนำ 5 บจ.ใหญ่ โรดโชว์ลอนดอน - ฮ่องกง ดึง Fund Flow


 
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง และดัชนีกลับมาปรับตัวโดดเด่นขึ้น โดย YTD (Year to date) ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี ขยับขึ้นสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยแตะระดับ 6.5 หมื่นล้านบาท

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความคาดหวังสถานการณ์สงครามสหรัฐฯกับอิหร่านทยอยคลี่คลายลง ซึ่ง ณ ขณะนี้ สหรัฐฯ มีท่าทีเร่งหาทางยุติความขัดแย้ง ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความชัดเจนมากขึ้น โดยคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปี ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกต่อเนื่อง

 
นอกจากนี้ การที่ Moody's Ratings ปรับมุมมองประเทศไทย เป็น “Stable Outlook” จากเดิมที่ตลาดเคยกังวลเรื่องไทยจะถูกลดอันดับเครดิต ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อ “Thailand Story” มากขึ้น นอกจากนี้ การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีแผนผลักดันการกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงาน และสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ EV และ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นนโยบายที่วางพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาวและทำให้เกิดความยั่งยืน หากเกิดขึ้นได้จะเป็นผลบวกต่อภาพรวมของประเทศไทย รวมถึงความคืบหน้าของโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตลาดมากขึ้น

“ในเดือนพฤษภาคม เริ่มเห็น Fund Flow สัญญาณไหลกลับเข้าตลาดไทยมากขึ้นแล้ว นอกเหนือจากนักลงทุนรายย่อยที่เริ่มกลับเข้ามาซื้อขาย ซึ่งกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไทย 5 แห่ง ไปโรดโชว์ที่กรุงลอนดอน และปลายเดือนพฤษภาคมไปโรดโชว์ที่ฮ่องกง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยมากขึ้น นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนจะดึงบริษัทในกลุ่ม New S-Curve และบริษัทเทคโนโลยี เข้ามาระดมทุนเพิ่มเติมในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI คาดว่าจะเห็นมาตรการที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3 นี้” นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวต่อไปว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯมีนโยบายผลักดันแนวคิด “Jump Plus” ให้เป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญในการยกระดับความน่าสนใจของตลาดทุนไทย และเพิ่มโอกาสดึงดูดบริษัทคุณภาพรวมถึงนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว

สำหรับประเด็น Sell in May ที่กำลังกังวลกันจากสถิติที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นายอัสสเดชมองว่า ปีนี้บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการที่ Moody’s ปรับ Outlook ของไทย กลับมาเป็น "Stable" ซึ่งช่วยคลายความกังวลของตลาด เนื่องจากนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐ ออกมาในทิศทางที่ถูกต้อง และเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความเชื่อมั่น โดยเฉพาะนโยบายที่รองรับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง

 
ด้าน นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สงครามที่เริ่มคลี่คลาย ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยเฉพาะหลังผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรองรับแรงกระแทกได้ดี โดยมีแรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกที่ขยายตัว เสถียรภาพทางการคลัง และฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง สะท้อนผ่านการที่ Moody's ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิต ของประเทศไทยสู่ "มีเสถียรภาพ" (Stable) จาก "เชิงลบ" (Negative) นอกจากนี้ ประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 12 เดือนข้างหน้าถูกปรับขึ้นเล็กน้อย นำโดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ คือ การปรับน้ำหนักดัชนีของ MSCI ซึ่งในรอบนี้มีความพิเศษ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณดัชนี โดยประเด็นนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในดัชนี ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ที่ผ่านมาน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI ลดลง เนื่องจากดัชนีปรับตัวลดลง แต่จากการที่ดัชนี SET ในเดือนเมษายนฟื้นตัวเด่นและมีการเติบโต YTD เติบโตสูง ทำให้ Market Cap ของหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจุดนี้อาจส่งผลบวกให้น้ำหนักของไทยใน MSCI ได้

 
สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนเมษายน 2569 นายศรพล กล่าวว่า ณ สิ้นเดือนเมษายน SET Index ปิดที่ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้น 3.15% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค และเพิ่มขึ้น 18.58% จากสิ้นปี 2568

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 58,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 63,646 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในเดือนเมษายน 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,513 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงมียอดซื้อสุทธิ 16,638 ล้านบาท

ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.43% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.68% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.53% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.37%

มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 1 บริษัทได้แก่ บมจ. ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX)

Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 15.16 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.96 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.05 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 17.31 เท่า

อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 4.42% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.76%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนเมษายน 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 383,982 สัญญา ลดลง 46.22% จากเดือนก่อนหน้า ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures ส่งผลให้ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 561,575 สัญญา เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

LastUpdate 07/05/2569 18:36:17 โดย : Admin
09-05-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 9, 2026, 7:53 am