หุ้นทอง
IVF กางแผน JUMP+ ปั้น Global Fertility Platform ปักหมุดดูไบเชื่อมผู้ป่วยข้ามทวีป ดันไทยสู่ฮับ Medical Tourism โลก


IVF เดินเกมยุทธศาสตร์ JUMP+ ปั้น "Global Fertility Platform" ปักหมุดดูไบเชื่อมผู้ป่วยข้ามทวีป ชูจุดแข็งรายแรกในอาเซียนผสานเทคโนโลยี AI ยกระดับมาตรฐานการรักษาระดับโลก พร้อมดันไทยสู่ศูนย์กลาง Medical Tourism แห่งอนาคต
 
บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” ผู้นำศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มโมเดลธุรกิจจากศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก สู่การเป็น “Global Fertility Platform” อย่างเต็มรูปแบบ เชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกผ่านเทคโนโลยี AI, Telemedicine และเครือข่ายการรักษาระดับสากล 
 
 
การพลิกโฉมครั้งนี้เป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ จากการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่มุ่งผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนขยายศักยภาพสู่ธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ทั้งในมิติของผลิตภัณฑ์ บริการ และการเปิดตลาดใหม่ระดับโลก โดยบริษัทมุ่งผสาน High-Tech (AI & Digital Health) เข้ากับ High-Touch (มาตรฐานการแพทย์ระดับสากล) เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันในอุตสาหกรรม IVF และวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Medical Tourism แห่งอนาคต
 
 
นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” เปิดเผยว่า “Inspire IVF กำลังก้าวสู่การเป็น ‘Global Fertility Platform’ ในการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานของการมีครอบครัวที่สมบูรณ์ในระดับสากล” ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ป่วยจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ Telemedicine มาใช้ในการรักษาที่รักษามาตรฐานเดียวกันไม่ว่าคนไข้จะอยู่ที่ใด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนเกมธุรกิจ IVF จากการแข่งขันในระดับคลินิกไปสู่การเป็นผู้เล่นในระดับสากล ที่พร้อมจะออกแบบอนาคตและชีวิตใหม่ให้กับทุกครอบครัวทั่วโลกอย่างแท้จริง”
 
จุดแข็งที่ทำให้ Inspire IVF โดดเด่นเหนือคู่แข่ง คือการเป็นรายแรกในอาเซียนที่เปิดตัวแพลตฟอร์ม Telemedicine IVF อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยทลายข้อจำกัดด้านพรมแดนให้กับผู้ป่วยต่างชาติ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานระดับโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์กรสากลอย่าง AACI จากสหรัฐอเมริกา, TEMOS จากเยอรมนี และ ISO 9001 ซึ่งสิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพได้ดีที่สุดคืออัตราความสำเร็จในการรักษา (Success Rate) ที่สูงถึง 70–76% ซึ่งถือเป็นระดับที่ทัดเทียมกับสถาบันชั้นนำระดับสากลและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
 
ล่าสุด Inspire IVF ได้ขยายตลาดไปสู่ “มหานครดูไบ” ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงผู้รับบริการจากทั่วโลก โดยบริษัทได้รับอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้จัดตั้งศูนย์บริการในเขต Dubai Airport Freezone (DAFZ) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีเชิงยุทธศาสตร์ของโลก การขยายตัวในครั้งนี้ใช้โมเดลธุรกิจแบบ Asset-Light ที่ช่วยลดภาระการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร แต่เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงตลาด โดยดูไบจะทำหน้าที่เป็น Strategic Global Hub ที่เชื่อมต่อกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อสูง จากทั้งตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา เพื่อส่งต่อมารับการรักษาในประเทศไทย ซึ่งจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการดึงเงินตราต่างประเทศ และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
 
นางสาวเกศิณี กล่าวเสริมว่า ในด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรม Inspire IVF ได้นำเทคโนโลยี AI-Assisted Embryo Selection มาใช้เพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกตัวอ่อนและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ ซึ่งการนำ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการแพทย์ แต่ยังช่วยลดจำนวนรอบในการรักษาของผู้ป่วยลงได้อีกด้วย อีกทั้งการใช้แพลตฟอร์ม Telemedicine IVF ยังช่วยให้ผู้รับบริการวางแผนการรักษาล่วงหน้าจากประเทศต้นทางได้ทันทีรวมถึงการศึกษาการนำเทคโนโลยี
หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Service Robot) มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ ผู้เข้ารับบริการ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต 
 
นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางรากฐานการเติบโตผ่านกลยุทธ์ X-PANSE Framework ซึ่งประกอบด้วย 4 แกนหลัก ได้แก่ X-Tech ที่เน้นการใช้นวัตกรรม AI ขั้นสูง, X-Health ที่ขยายการดูแลไปสู่สุขภาพองค์รวมและเวชศาสตร์ป้องกัน, X-Tourism ที่พัฒนาระบบนิเวศรองรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบไร้รอยต่อ และ X-Capital ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์รวมถึงการควบรวมกิจการ (M&A) เป้าหมายหลักของกลยุทธ์นี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้จากการรับบริการรายครั้ง (Per Case) ไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนจากระบบนิเวศทางธุรกิจหรือ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง 
 
ในด้านความแข็งแกร่งทางการเงิน บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ในช่วงปี 2570–2571 โดยคาดหวังอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ไว้ที่ร้อยละ 20 การลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีและระบบแพลตฟอร์มจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบ Scalable Platform Model ซึ่งจะส่งผลให้อัตรากำไรเติบโตได้ดีขึ้น จากการลดต้นทุนต่อรอบการรักษาและเพิ่มอัตราการใช้บริการ โดยไม่ต้องลงทุนขยายสาขาทางกายภาพเป็นจำนวนมาก สิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนมูลค่าของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว 
 
“Inspire IVF ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้หลัก ESG โดยมีแผนเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระเป็นร้อยละ 50 และมุ่งมั่นที่จะเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน (CAC) เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงาน พร้อมทั้งยกระดับระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้อยู่ในระดับสูงสุด เพราะเราเชื่อว่าอนาคตของ IVF ไม่ใช่แค่เพียงการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่คือการ “ออกแบบชีวิต” และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างครอบครัวให้กับผู้คนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม” นางสาวเกศิณี กล่าวสรุป 

ผู้สนใจรายละเอียดของโครงการ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.set.or.th/th/market/product/stock/quote/IVF/company-profile/jump-plus 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 13 พ.ค. 2569 เวลา : 19:08:58
14-05-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ May 14, 2026, 5:16 am