แบงก์-นอนแบงก์
รายได้ต่อหัวของไทยโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่ทำไมคนไทยส่วนใหญ่กลับไม่เคยรู้สึกรวยขึ้นเลย?


• แม้ GDP ต่อหัวของไทยจะโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “ค่าเฉลี่ย” ที่ไม่ได้สะท้อนชีวิตของคนส่วนใหญ่ เพราะรายได้และความมั่งคั่งยังกระจุกตัวอยู่ในคนบางกลุ่ม
 
• ส่วนแบ่งรายได้ของแรงงานลดลง ขณะที่รายได้จากทุนและกำไรธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้หลายคนรู้สึกว่าเศรษฐกิจโต แต่รายได้ของตนเองไม่ได้โตตาม
 
• ผลิตภาพแรงงานไทยเติบโตค่อนข้างช้า ส่งผลให้การปรับขึ้นค่าจ้างทำได้จำกัด แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัว
 
• เงินเฟ้อที่ผู้คนเผชิญจริงอาจสูงกว่าตัวเลขทางการ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อยที่มีค่าใช้จ่ายจำเป็นเป็นสัดส่วนสูง
 
• ราคาบ้าน คอนโด และที่ดิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ทำให้การสร้างความมั่งคั่งของคนรุ่นใหม่ยากขึ้น
 
• เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น หลายคนก็มักมีรายจ่ายและภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นตาม จนไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นมากนัก
 
• ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ยังคงสูง โดยรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้คนจำนวนมากในต่างจังหวัดยังไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างเท่าเทียม
 
หากมองจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมชีวิตยัง “ตึง” ทั้งที่ประเทศก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ รายได้เฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็ไม่ได้สูงมาก แต่ความรู้สึกของผู้คนกลับสวนทาง
 
เงินเดือนขึ้น แต่เงินไม่พอใช้
รายได้เพิ่ม แต่เก็บเงินไม่ได้
ทำงานหนักขึ้น แต่ไม่รู้สึกมั่งคั่งขึ้นเลย
 
คำถามคือ...เกิดอะไรขึ้น?
 
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รายได้ต่อหัวของไทย (GDP per Capita) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 221,195 บาทต่อคนต่อปี ในปี 2559 มาอยู่ที่ 288,315 บาท ในปี 2568 เติบโตเฉลี่ยราว 3.0% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่เพียง 1.1% ต่อปี และเกือบทุกปี GDP ต่อหัวเติบโตเร็วกว่าระดับราคาสินค้า
 
ในทางทฤษฎี สิ่งนี้ควรหมายความว่า “รายได้ที่แท้จริง” ของคนไทยเพิ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือ คนไทยควรมีกำลังซื้อมากขึ้นกว่าสมัยก่อน
 
แต่ในโลกความเป็นจริง หลายคนกลับรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจ
 
เหตุผลสำคัญคือ “ค่าเฉลี่ยของประเทศ” ไม่ได้สะท้อนชีวิตของคนส่วนใหญ่เสมอไป
 
ค่าเฉลี่ยที่โต ไม่ได้แปลว่าทุกคนรวยขึ้นเท่ากัน
 
GDP ต่อหัวเป็นเพียงค่าเฉลี่ยที่นำมูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดมาหารด้วยจำนวนประชากร ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสามารถถูกดันให้สูงขึ้นได้จากคนรายได้สูงเพียงบางส่วน
 
ประเทศไทยเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่งมาเป็นเวลานาน คนกลุ่มเล็กถือครองรายได้และทรัพย์สินจำนวนมาก ขณะที่คนส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้นช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ
 
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ในปี 2566 แรงงานกลุ่มรายได้สูงสุด 10% แรก มีรายได้คิดเป็น 32% ของรายได้แรงงานทั้งหมด ขณะที่แรงงาน 50% ล่างสุด มีรายได้รวมกันเพียง 22%
 
เมื่อดูรายได้เฉลี่ยยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น แรงงานกลุ่มบนสุด 10% มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 36,706 บาท ขณะที่กลุ่มล่างสุด 10% มีรายได้เฉลี่ยเพียง 2,635 บาท ต่างกันเกือบ 14 เท่า
 
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจะโต แต่ผลของการเติบโตไม่ได้กระจายไปถึงทุกคนเท่ากัน
 
GDP โต ไม่ได้แปลว่า “ค่าแรง” โตตาม
 
หลายคนมักเข้าใจว่า เมื่อเศรษฐกิจโต คนทำงานก็ควรได้เงินมากขึ้นตามไปด้วย แต่ในความจริง GDP สามารถเติบโตได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกำไรบริษัท เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิต หรือรายได้จากการลงทุน
 
การศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า สัดส่วนรายได้แรงงานของไทยลดลงต่อเนื่อง จาก 49% ของ GDP ในช่วงปี 2544–2548 เหลือเพียง 44% ในช่วงปี 2559–2566 ในขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งกำไรของภาคธุรกิจกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ผลิตภาพแรงงาน” (Productivity) ของไทยเติบโตค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในภาคบริการและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก เมื่อธุรกิจสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่มาก ความสามารถในการปรับขึ้นค่าจ้างก็มีข้อจำกัดตามไปด้วย
 
ผลลัพธ์คือ ประเทศอาจรวยขึ้น แต่แรงงานจำนวนมากไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้นในสัดส่วนเดียวกัน
 
ตะกร้าเงินเฟ้อของประเทศ อาจไม่ใช่ตะกร้าเงินเฟ้อของเรา
 
แม้เงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ เฉลี่ยเพียง 1.1% ต่อปี แต่คนจำนวนมากกลับรู้สึกว่า “ของแพง” เหตุผลสำคัญคือ แต่ละคนมีรูปแบบการใช้จ่ายไม่เหมือนกัน
 
• คนทำงานในเมืองอาจเจอค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าเช่าที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ย
• คนมีลูกอาจเผชิญค่าเรียนและค่าดูแลบุตรที่สูงขึ้น
• คนผ่อนบ้านหรือผ่อนรถอาจได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
• คนรายได้น้อยที่ใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็น การปรับขึ้นของราคาอาหารหรือพลังงานจึงส่งผลต่อชีวิตมากกว่าคนรายได้สูง
• หลายคนยังเจอ “Shrinkflation” หรือภาวะที่ราคาเท่าเดิม แต่ปริมาณน้อยลง หรือคุณภาพลดลง ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้ออาจจับภาพนี้ได้ไม่เต็มที่ แต่กระเป๋าสตางค์ของผู้บริโภครู้สึกได้ทุกวัน
• คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องเผชิญราคาบ้าน คอนโดมิเนียม และที่ดินที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ทำให้การเป็นเจ้าของทรัพย์สินและการสร้างความมั่งคั่งยากขึ้นกว่าเดิม
 
วิถีชีวิตที่เปลี่ยนตามรายได้
 
อีกเหตุผลที่สำคัญแต่หลายคนมองข้าม คือ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการใช้จ่ายก็มักเปลี่ยนตาม ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Lifestyle Inflation
 
เมื่อมีรายได้มากขึ้น หลายคนเลือกยกระดับคุณภาพชีวิต ซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่ รับประทานอาหารดีขึ้น หรือมีภาระทางการเงินระยะยาวเพิ่มขึ้น สุดท้าย แม้รายรับจะเพิ่มขึ้น แต่เงินออมที่เหลืออาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
 
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมยังพบว่า มนุษย์สามารถ “ปรับตัว” กับระดับรายได้ใหม่ได้รวดเร็ว ความสุขจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจึงมักอยู่ไม่นาน ก่อนที่มาตรฐานชีวิตใหม่จะกลายเป็นเรื่องปกติ และเราก็กลับมารู้สึกว่า “ยังไม่พอ” เหมือนเดิม
 
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงราว 87% ของ GDP ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย ภาระหนี้เหล่านี้จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนไม่รู้สึกว่าตนเองมีฐานะดีขึ้น
 
ปัจจัยซ้ำเติมที่กดทับความรู้สึกของผู้คน
 
นอกจากรายได้และค่าครองชีพแล้ว ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นที่กดทับความรู้สึกของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัยที่ทำให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระดูแลทั้งพ่อแม่ ลูก และการออมเพื่อเกษียณ รวมถึงความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ที่ทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันอย่างมาก
 
ความแตกต่างนี้สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ต่อหัว โดยกรุงเทพมหานครมี GDP ต่อหัวสูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 5 เท่าทำให้ประชากรในหลายจังหวัดยังมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่างมาก ขณะที่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นไม่ต่างกัน
 
ผลลัพธ์คือ แม้เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโต แต่คนจำนวนมากในต่างจังหวัดอาจไม่ได้สัมผัสประโยชน์จากการเติบโตนั้นอย่างเต็มที่ จึงเกิดช่องว่างระหว่าง “ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศ” กับ “คุณภาพชีวิตที่ผู้คนรู้สึกได้จริง”
 
ประเทศอาจโต…แต่คนไม่ได้รู้สึกรวยขึ้นเท่ากัน
 
ตัวเลข GDP ต่อหัวที่เติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ บอกเราว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัว และโดยเฉลี่ยแล้วรายได้ที่แท้จริงของประเทศเพิ่มขึ้น แต่ในโลกความเป็นจริง ความรู้สึกของผู้คนไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ค่าเฉลี่ย” เพียงอย่างเดียว
 
ประเทศอาจรวยขึ้นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ความมั่งคั่งที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่รู้สึกได้ว่า ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริงเช่นกัน
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 11 มิ.ย. 2569 เวลา : 17:51:50
12-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 12, 2026, 12:28 am