
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ไม่ต่างจากช่วงสิ้นสุดสงครามเย็น หรือการเปิดประเทศของจีนเมื่อหลายสิบปีก่อน ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ประเทศมหาอำนาจและภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังทบทวนแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ใช้มาเกือบ 40 ปี
นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา โลกเติบโตภายใต้แนวคิดโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่เชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ควรผลิตสินค้าในสถานที่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานสามารถเชื่อมโยงกันข้ามพรมแดนได้อย่างไร้รอยต่อ ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ “โรงงานโลก” อย่างจีน การเติบโตของบริษัทข้ามชาติ และการที่ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถซื้อสินค้าราคาถูกได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่โลกหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้มองเรื่องต้นทุนเป็นปัจจัยเดียวอีกต่อไป
เมื่อโรงงานในจีนหยุดการผลิต โลกต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่หน้ากากอนามัยไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์ สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ยุโรปค้นพบว่าการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศมากเกินไปอาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนทำให้เทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคงมากกว่าที่เคย ผลที่เกิดขึ้นคือโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพสูงสุด” ไปสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” หรือ Economic Security มากขึ้น หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า หากเกิดวิกฤตอีกครั้ง พวกเขาจะยังสามารถเข้าถึงวัตถุดิบ เทคโนโลยี พลังงาน หรือสินค้าสำคัญได้หรือไม่
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราเริ่มเห็นประเทศต่าง ๆ หันกลับมาให้ความสำคัญกับการผลิตภายในประเทศมากขึ้น สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนการค้าเสรีรายใหญ่ของโลก กลับใช้นโยบายดึงการผลิตกลับประเทศผ่านมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด จีนเร่งผลักดันยุทธศาสตร์พึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี ลดการพึ่งพาชิปและเทคโนโลยีจากตะวันตก พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของตนเอง ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ อินเดียเดินหน้ามาตรการ Production Linked Incentive (PLI) เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หวังยกระดับประเทศจากตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ไปสู่ศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก แม้แต่ยุโรปก็เริ่มพูดถึงแนวคิด Strategic Autonomy หรือการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองในอุตสาหกรรมสำคัญมากขึ้น
หากมองให้ลึก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการย้ายโรงงานออกจากจีน แต่คือการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่ และนี่อาจเป็น “โอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย” จากที่หลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ผลิตภาพแรงงานที่เติบโตช้า รวมถึงการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น แต่ ณ ตอนนี้ ท่ามกลางความท้าทายดึงกล่าว ไทยกลับได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม China Plus One หรือการลดการพึ่งพาจากจีนเพียงประเทศเดียว และกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ในปี 2568 ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 1.87 ล้านล้านบาท จากมากกว่า 3,300 โครงการ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ ประกอบกับเหตุผลสำคัญที่มาจากการที่ไทยมีฐานอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี มีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพ และมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ การลงทุนรอบใหม่ยังแตกต่างจากอดีต เพราะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรงงานผลิตแบบดั่งเดิม แต่เริ่มครอบคลุมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Data Center, คลาวด์คอมพิวติ้ง, เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม การมีเงินลงทุนไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าประเทศของเราจะได้รับประโยชน์สูงสุดโดยอัตโนมัติ ในอดีตไทยเคยประสบความสำเร็จในการเป็นฐานการผลิตระดับโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ จนได้รับฉายาว่าเป็น Detroit of Asia แต่ในอีกด้านหนึ่ง มูลค่าเพิ่มส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมจำนวนมากยังคงอยู่กับผู้ถือครองเทคโนโลยี เจ้าของแบรนด์ และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศ ประเทศไทยเพียงได้รับประโยชน์จากการจ้างงาน การส่งออก และรายได้บางส่วนจากภาษี แต่ไม่ได้เป็นเจ้าขององค์ความรู้หรือกำไรในสัดส่วนที่สูงที่สุดของห่วงโซ่คุณค่า นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเรียกว่า “กับดักฐานการผลิต” ที่แม้ไทยมีโรงงานจำนวนมาก แต่ไม่ได้ครอบครองส่วนที่สร้างมูลค่าสูงที่สุด
ด้วยเหตุนี้ การที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประกาศเดินหน้าโครงการ Made in Thailand หรือ MiT อย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 200,000 ล้านบาท จึงอาจมีความหมายมากกว่าการรณรงค์ให้คนไทยใช้สินค้าไทย เพราะหากมองในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังไปสู่จุดที่กำลังเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่ โครงการ MiT อาจเป็นความพยายามในการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ หรือ Domestic Value Added ให้มากขึ้น
โจทย์สำคัญของไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่คือการทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น จะทำอย่างไรให้การลงทุนที่เข้ามานำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เป็นของคนไทยเอง เพราะหากประเทศไทยทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่ตั้งโรงงาน มูลค่าส่วนใหญ่ก็อาจยังคงไหลออกไปยังต่างประเทศเช่นเดิม แต่หากสามารถใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งนี้ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการไทย ประเทศอาจก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิมในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก
บทเรียนจากหลายประเทศสะท้อนเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน จีนไม่ได้ต้องการเป็นเพียงโรงงานของโลก แต่ต้องการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและแบรนด์ระดับโลก เกาหลีใต้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับจ้างผลิต แต่พัฒนาบริษัทของตนเองจนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ไต้หวันไม่ได้ใช้จุดแข็งด้านแรงงานราคาถูก แต่สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ดังนั้นแล้ว ในโลกที่ทุกประเทศกำลังแข่งขันกันด้วยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเป็นเพียงฐานการผลิตอาจไม่เพียงพออีกต่อไป และบางที ความหมายที่แท้จริงของ Made in Thailand ในทศวรรษหน้า อาจไม่ได้อยู่ที่การมีสินค้า “ผลิตในประเทศไทย” มากขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การสร้างวันที่ประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่โลกยอมรับในฐานะสิ่งที่ “สร้างโดยคนไทย” หรือ “Made by Thailand” ได้มากเพียงใดต่างหาก
ข่าวเด่น