การศึกษา-สิ่งแวดล้อม-สาธารณสุข
สทนช. ผนึกกำลังทุกหน่วยเฝ้าระวังฝนทิ้งช่วงและฝนตกหนักตลอดฤดูฝนปี 69 คุมเข้มบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้สมดุลรองรับทั้งแล้งและท่วม


 
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2569 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมน้ำปิง ชั้น 4 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปากเกร็ด และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

 
เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า จากการติดตามปริมาณฝนสะสมในปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่าปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 12 ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่าค่าปกติร้อยละ 18 โดยสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2569) ประเทศไทยมีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 44,794 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 55 ของความจุ ซึ่งน้อยกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 อยู่ 293 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) รายงานว่า อาจเริ่มเกิดฝนทิ้งช่วงในบางพื้นที่ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม จึงได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อย ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 15 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 79 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำที่มีน้ำมาก 60 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล อ่างเก็บน้ำกิ่วลม อ่างเก็บน้ำแม่จาง และอ่างเก็บน้ำลำปาว รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 35 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 21 แห่ง เพื่อวางแผนการระบายน้ำได้อย่างเหมาะสม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ให้อยู่ในเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบพลวัต (Dynamic Operation Curve) ควบคู่กับการติดตามและประเมินแนวโน้มสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการกักเก็บ การระบายน้ำ และการจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน โดยเน้นเก็บกักน้ำให้มากที่สุด เพื่อรองรับสถานการณ์แล้งที่อาจจะเกิดขึ้น และให้ใช้น้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลักและใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำเสริมในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือเมื่อจำเป็น พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานต่อ สทนช. อย่างต่อเนื่อง เพื่อประกอบการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

 
 
เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน ปี 2569 สทนช. ได้บูรณาการหน่วยงานเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที จากการคาดการณ์พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำด้านอุปโภคบริโภคในเขตการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 21 สาขา ใน 18 จังหวัด และนอกเขต กปภ. จำนวน 24 จังหวัด 48 อำเภอ 60 ตำบล ซึ่ง กปภ. ได้เร่งช่วยเหลือโดยการวางท่อส่งน้ำ สูบน้ำจากแหล่งสำรอง สร้างฝายชั่วคราว ขุดลอก และจัดหาน้ำดิบจากแหล่งน้ำเอกชน ในด้านการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรได้ติดตามสถานการณ์พื้นที่นาข้าว พืชไร่ และพืชผัก อย่างต่อเนื่อง พบว่ามีน้ำเพียงพอจนถึงระยะเก็บเกี่ยว ส่วนพื้นที่ไม้ผลและไม้ยืนต้น เกษตรจังหวัดได้ร่วมกับกรมชลประทานประเมินสถานการณ์น้ำ และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำน้อยรับทราบสถานการณ์ พร้อมแนะนำให้ขุดลอกร่องสวนเพื่อกักเก็บน้ำ สำหรับด้านคุณภาพน้ำ พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในเขต กปภ. จำนวน 6 สาขา ใน 4 จังหวัด ซึ่ง กปภ. ได้เตรียมแนวทางรองรับโดยการรับน้ำประปาจากสาขาข้างเคียง รวมถึงรับซื้อน้ำประปาและน้ำดิบจากเอกชน ทั้งนี้ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรองรับทุกสถานการณ์ ช่วยป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด” 
 
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 มิ.ย. 2569 เวลา : 16:11:23
26-06-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 26, 2026, 12:00 am