เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Weekly Brief: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังกดดันราคาพลังงาน ขณะที่ไทยเดินหน้าปฏิรูประบบบำนาญเพื่อรองรับสังคมสูงวัย


 
• ทรัมป์ยกเลิกแผนเรียกเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ 20% และหันมาใช้แนวทางเจรจาการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกยังอยู่ในระดับสูง 
 
• ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดยทิศทางจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
 
• ครม. เห็นชอบหลักการปรับการคำนวณบำนาญประกันสังคมเป็นระบบ Career Average Revalued Earnings (CARE) เพื่อให้เงินบำนาญสะท้อนเงินสมทบตลอดอายุการทำงานได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมกำหนดมาตรการชดเชยในช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้ประกันตนที่ใกล้เกษียณ 
 
• CARE ช่วยเพิ่มความเป็นธรรมในการคำนวณเงินบำนาญ แต่ความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคมจะยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างประชากร จำนวนผู้ส่งเงินสมทบ และการบริหารเงินลงทุนของกองทุนในระยะยาว
 
1. ทรัมป์ยกเลิกแผนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หันมาใช้แนวทางเจรจาด้านการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ
 
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกข้อเสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% ของมูลค่าสินค้าที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังเสนอแนวคิดดังกล่าว พร้อมหันมาใช้แนวทางเจรจาการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ หลังผู้นำซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน แสดงความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งและผลักดันราคาพลังงานโลก
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เสนอให้เรือทุกลำที่เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซชำระค่าธรรมเนียมเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการรักษาความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือ โดยหากคำนวณจากมูลค่าสินค้าบนเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ ค่าธรรมเนียมอาจมีมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยว อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างกว้างขวาง เนื่องจากขัดกับจุดยืนเดิมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืนยันว่าไม่มีประเทศใดมีสิทธิเรียกเก็บค่าผ่านทางบนเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ อีกทั้งยังอาจเปิดช่องให้อิหร่านใช้อ้างอิงเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในลักษณะเดียวกัน
 
แม้สหรัฐฯ จะยกเลิกแนวคิดดังกล่าว แต่ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านผ่านมาตรการปิดล้อมการขนส่งทางทะเลและการขยายปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ และเรือบรรทุกน้ำมันในภูมิภาค ส่งผลให้ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังอยู่ในระดับสูง และการเดินเรือยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
 
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) เคลื่อนไหวในกรอบ 84–86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20–25% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของการค้าโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือการเดินเรือเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แม้โอกาสที่ราคาจะทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในระยะสั้นจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของวิกฤต
 
สำหรับสหรัฐฯ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจผลักดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านกับการจำกัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ
 
BBL Research เห็นว่า
 
• การยกเลิกข้อเสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความเสี่ยงต่อต้นทุนการขนส่งและราคาพลังงานในระยะสั้น อีกทั้งยังลดโอกาสที่การเรียกเก็บค่าผ่านทางบนเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการค้าโลกในระยะยาว 
 
• การเปลี่ยนจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมาเป็นการเจรจาการค้าและการลงทุน สะท้อนว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการรักษาความร่วมมือกับประเทศผู้ส่งออกพลังงานในอ่าวอาหรับมากขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก การลงทุนในสหรัฐฯ และความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ การดำเนินนโยบายที่กระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศพันธมิตรจึงอาจสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจและการทูตมากกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ 
 
• อย่างไรก็ตาม การยกเลิกข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ขณะที่อิหร่านยังมีศักยภาพในการสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะไม่มีการปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์ แต่เหตุการณ์ที่กระทบต่อการเดินเรือหรือการขนส่งน้ำมันเพียงบางส่วนก็อาจผลักดันค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัย และราคาพลังงานให้ปรับสูงขึ้นได้ 
 
• ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความคืบหน้าของความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอ่าวอาหรับ ทิศทางมาตรการคว่ำบาตรและการตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงผลกระทบต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก
 
2. ครม. เห็นชอบหลักการ “สูตร CARE” ปรับการคำนวณบำนาญประกันสังคม สะท้อนรายได้ตลอดอายุการทำงาน
 
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงปรับปรุงการคำนวณเงินบำนาญชราภาพของกองทุนประกันสังคม โดยเปลี่ยนจากการใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอายุการทำงาน (Career Average Revalued Earnings: CARE) ซึ่งจะปรับค่าจ้างในแต่ละช่วงให้เป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนนำมาคำนวณ เพื่อให้เงินบำนาญสะท้อนการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนตลอดช่วงชีวิตการทำงานได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
 
การปรับสูตรครั้งนี้มีเป้าหมายแก้ไขข้อจำกัดของระบบเดิมที่อาจทำให้ผู้ประกันตนบางกลุ่มได้รับเงินบำนาญต่ำกว่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ลดลงในช่วงท้ายของการทำงาน หรือเปลี่ยนสถานะจากผู้ประกันตนมาตรา 33 ไปเป็นมาตรา 39 ก่อนกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง แม้จะส่งเงินสมทบมาเป็นเวลานานก็ตาม ขณะที่สูตร CARE จะคำนึงถึงค่าจ้างตลอดอายุการทำงาน ทำให้สิทธิประโยชน์มีความสอดคล้องกับเงินสมทบที่จ่ายมากขึ้น
 
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรองรับในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนได้รับผลกระทบ โดยผู้ที่รับเงินบำนาญอยู่แล้วจะไม่ได้รับเงินบำนาญลดลง และหากการคำนวณตามสูตรใหม่ให้สิทธิประโยชน์สูงกว่า จะได้รับการปรับเพิ่มเงินบำนาญ ส่วนผู้ที่เริ่มรับบำนาญภายใน 5 ปีแรกหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ หากสูตรเดิมให้ผลประโยชน์สูงกว่า จะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างแบบลดหลั่นจาก 100% ในปีแรก เหลือ 20% ในปีที่ 5 เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
กระทรวงแรงงานคาดว่าการปรับสูตรดังกล่าวจะครอบคลุมผู้ประกันตนประมาณ 600,000–800,000 คน โดยขั้นตอนต่อไปจะเสนอร่างกฎกระทรวงให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เมื่อระบบมีความพร้อม
BBL Research เห็นว่า
 
• สูตร Career Average Revalued Earnings (CARE) เป็นแนวทางที่หลายประเทศนำมาใช้ในการคำนวณเงินบำนาญ เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน อิตาลี และญี่ปุ่น โดยใช้รายได้เฉลี่ยตลอดอายุการทำงานที่ปรับให้สะท้อนมูลค่าเงินในปัจจุบัน แทนการอ้างอิงเฉพาะรายได้ช่วงก่อนเกษียณ เพื่อให้สิทธิประโยชน์สอดคล้องกับเงินสมทบที่จ่ายจริง และสะท้อนการมีส่วนร่วมในระบบประกันสังคมตลอดช่วงชีวิตการทำงานมากขึ้น 
 
• การปรับสูตรคำนวณบำนาญของไทยสะท้อนการปรับตัวของระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่ ที่แรงงานมีการเปลี่ยนงานบ่อยขึ้น รายได้มีความผันผวน และการเข้าออกระบบประกันสังคมเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน การใช้รายได้เฉลี่ยตลอดอายุการทำงานจึงช่วยให้การคำนวณสิทธิประโยชน์สะท้อนเส้นทางอาชีพของผู้ประกันตนได้ดีกว่าการอ้างอิงรายได้เพียงช่วงท้ายก่อนเกษียณ
 
• อย่างไรก็ตาม การปรับสูตรคำนวณเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม เนื่องจากหลายประเทศที่ใช้ระบบ CARE ยังดำเนินการปฏิรูปด้านอื่นควบคู่กัน เช่น การทยอยปรับเพิ่มอายุเกษียณ การปรับอัตราเงินสมทบ การส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารเงินลงทุนของกองทุน เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนผู้รับบำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
 
• ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ แม้สูตร CARE จะช่วยให้การคำนวณเงินบำนาญมีความเป็นธรรมมากขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายรับและรายจ่ายของกองทุนประกันสังคมโดยตรง ดังนั้น ความมั่นคงของกองทุนในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอื่น ๆ เช่น จำนวนผู้ประกันตน อัตราเงินสมทบ ผลตอบแทนจากการลงทุน และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ก.ค. 2569 เวลา : 18:09:02
19-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 19, 2026, 4:59 am