เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : จากสังคมสูงวัย...สู่ Longevity Economy เมื่อคนอายุยืนขึ้น กำลังเปลี่ยนกติกาของธุรกิจโลก


 

              By วิภาดา จิณณวาโส

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเราพูดถึงสังคมสูงวัย ภาพที่มักถูกนำมาอธิบายคือจำนวนแรงงานที่ลดลง ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น และภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้ดูแลเงินบำนาญหรือสวัสดิการของประชาชน แต่เมื่อมนุษย์มีอายุยืนขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศและภาคธุรกิจกำลังเริ่มมองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการเกิดขึ้นของระบบเศรษฐกิจที่ต้องรองรับคนซึ่งมีชีวิตยาวนานกว่าเดิม และยังสามารถทำงาน ใช้จ่าย ลงทุน รวมถึงสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจต่อไปได้อีกหลายสิบปี

แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “Longevity Economy” หรือเศรษฐกิจของโลกอายุยืน ซึ่งไม่ได้หมายถึงตลาดสินค้าสำหรับผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระบบสุขภาพ การเงิน ประกัน อสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี ตลาดแรงงาน ไปจนถึงรูปแบบการบริโภค เพราะเมื่อช่วงชีวิตของมนุษย์ยาวขึ้น สมมติฐานเดิมที่เคยใช้กำหนดว่าเราควรเรียน ทำงาน เกษียณ และใช้เงินอย่างไร ก็อาจไม่สอดคล้องกับโลกอีกต่อไป

โดยข้อมูลขององค์การสหประชาชาติคาดว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลกประมาณ 1 ใน 6 จะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มจากสัดส่วนประมาณ 1 ใน 11 เมื่อปี 2019 ขณะที่จำนวนประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน การเปลี่ยนแปลง นี้จึงไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังขยายไปยังประเทศรายได้ปานกลางและประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจต้องรับมือกับสังคมสูงวัยในช่วงที่ระบบสวัสดิการ การออม และบริการดูแลระยะยาวยังพัฒนาไม่สมบูรณ์นัก

สำหรับประเทศไทยแล้ว การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มจากเพียง 6.8% ของประชากรทั้งหมดในปี 2537 เป็น 20% ในปี 2567 ขณะที่ข้อมูลปี 2567 และข้อมูลอีกชุดหนึ่งระบุว่าสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ประมาณ 20.8% ส่วนประชากรวัยแรงงานลดเหลือประมาณ 64% และอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้เพียงกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่กำลังเผชิญโครงสร้างประชากรที่หดตัวพร้อมกันด้วย

อย่างไรก็ตาม การมองเรื่องนี้ผ่านจำนวนผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เห็นภาพไม่ครบ เพราะจริง ๆ แล้ว ความเปลี่ยนแปลงสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าคนแก่มีจำนวนมากขึ้น แต่อยู่ที่ผู้คนในแต่ละช่วงวัยกำลังมีชีวิตที่ยาวขึ้น และอาจมีพฤติกรรมแตกต่างจากคนอายุเท่ากันในอดีต คนอายุ 60 ปีในวันนี้ อาจยังทำงานเต็มเวลา คนอายุ 70 ปี อาจยังเดินทาง ลงทุน หรือเริ่มต้นธุรกิจ ขณะที่คนวัยเกษียณจำนวนหนึ่งอาจต้องกลับมาทำงาน เพราะเงินออมไม่เพียงพอสำหรับช่วงชีวิตที่ยาวนานกว่าเดิม โดยทางข้อมูลจาก OECD ระบุว่า ในปี 2023 ประชากรที่มีอายุ 65 ปี ในประเทศสมาชิกสามารถคาดหวังว่าจะมีชีวิตต่อไปได้อีกเฉลี่ยประมาณ 20 ปี เพิ่มขึ้นราว 6 ปีเมื่อเทียบกับปี 1970 หมายความว่า การเกษียณเมื่ออายุ 60 หรือ 65 ปี อาจนำไปสู่ช่วงชีวิตหลังเกษียณที่ยาวนานถึงสองหรือสามทศวรรษ ซึ่งทำให้ระบบบำนาญ การออมระยะยาว และการบริหารทรัพย์สินต้องถูกออกแบบใหม่

ซึ่งที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจแต่ละประเทศถูกวางอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ชีวิตมนุษย์เรานั้นมักจะมีลำดับค่อนข้างตายตัว คือ เรียนในวัยเด็ก ทำงานในวัยผู้ใหญ่ และหยุดทำงานเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่เมื่อในตอนนี้คนเริ่มมีอายุขัยยาวขึ้น โครงสร้างสามช่วงวัยดังกล่าวอาจต้องเปลี่ยนเป็นชีวิตที่มีหลายช่วงมากขึ้น ผู้คนอาจสลับระหว่างการทำงาน การเรียนรู้ การพัก และการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานมากกว่าหนึ่งครั้ง การเกษียณอายุจึงอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน แต่กลายเป็นการลดเวลาทำงาน เปลี่ยนอาชีพ หรือเริ่มต้นบทบาทใหม่ที่เหมาะกับสุขภาพและประสบการณ์ในแต่ละวัย

การเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้ตลาดแรงงานต้องทบทวนทั้งอายุเกษียณ รูปแบบการจ้างงาน และการพัฒนาทักษะ เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อายุการทำงานที่ยาวขึ้นไม่ได้หมายความว่าความรู้เดิมจะสามารถใช้ได้ตลอดชีวิต องค์กรต่าง ๆ จึงต้องลงทุนกับการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต เปิดโอกาสให้แรงงานสูงวัยเปลี่ยนบทบาท และออกแบบงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้การทำงานหลังวัยเกษียณไม่กลายเป็นการสูญเสียสิทธิด้านบำนาญหรือสวัสดิการ

ดังนั้น แนวคิดของ Longevity Economy จึงไม่ได้เกิดจากจำนวนปีของชีวิตที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าปีที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มนุษย์คน ๆ หนึ่งจะมีสุขภาพที่ดีมากเพียงใด แนวคิดสำคัญของเรื่องนี้ จึงขยับจาก Lifespan หรืออายุขัย ไปสู่ “Healthspan” ซึ่งหมายถึงจำนวนปีที่คนสามารถใช้ชีวิตได้โดยมีสุขภาพและความสามารถในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยในกรณีของประเทศไทย ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ที่มีอายุครบ 60 ปีสามารถคาดหวังว่าจะมีชีวิตต่อไปได้อีกประมาณ 23.6 ปี แต่ในจำนวนนั้นเป็นช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีประมาณ 18 ปี เท่ากับว่าอาจมีช่วงเวลาราว 5-6 ปีที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับโรค ความพิการ หรือภาวะพึ่งพิง ความแตกต่างระหว่าง Lifespan กับ Healthspan จึงเป็นทั้งต้นทุนทางเศรษฐกิจและโอกาสทางธุรกิจในเวลาเดียวกัน

โดยในด้านหนึ่ง ช่องว่างดังกล่าวหมายถึงค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟู และการดูแลระยะยาวที่เพิ่มขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการที่ช่วยยืดช่วงสุขภาพดี ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคล โภชนาการ การออกกำลังกาย เทคโนโลยีติดตามสุขภาพ การแพทย์ทางไกล การป้องกันโรคเรื้อรัง ไปจนถึงบริการดูแลที่บ้านและสถานดูแลผู้สูงอายุ ดังนั้นเอง ตลาดสุขภาพจึงเริ่มขยับจากการรักษาเมื่อป่วย ไปสู่การดูแลก่อนเกิดโรค ซึ่งทาง McKinsey ก็ได้ประเมินว่าตลาด Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และความต้องการบริการด้าน Healthy Aging และ Longevity กำลังเพิ่มขึ้น จากผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น ซึ่งในทิศทางเดียวกันนี้ แนวคิดของ Longevity ก็ยังเปลี่ยนบทบาทของธุรกิจประกัน จากเดิมที่ทำหน้าที่รับโอนความเสี่ยงและจ่ายค่าสินไหมเมื่อเกิดความสูญเสีย ไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่ช่วยลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้น บริษัทประกันหลายแห่งจึงเริ่มเชื่อมกรมธรรม์เข้ากับแพลตฟอร์มสุขภาพ การตรวจสุขภาพ การให้คำปรึกษาทางไกล อุปกรณ์สวมใส่ และระบบให้รางวัลแก่ผู้ที่มีพฤติกรรมสุขภาพดี เพราะหากลูกค้ามีสุขภาพแข็งแรงยาวนานขึ้น ลูกค้าย่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่บริษัทก็สามารถลดต้นทุนค่าสินไหมและรักษาความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันได้นานกว่าเดิม

ในอีกด้านหนึ่ง อายุที่ยืนขึ้นกำลังเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้วย เพราะความเสี่ยงของชีวิตอาจไม่ได้มีเพียงการเสียชีวิตเร็วเกินไป แต่รวมถึงการมีชีวิตยืนยาวกว่าเงินออม หรือที่เรียกว่า Longevity Risk ผู้บริโภคจึงต้องการผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้หลังเกษียณ ประกันการดูแลระยะยาว การบริหารสินทรัพย์ข้ามรุ่น และแผนการเงินที่สามารถปรับเปลี่ยนตามสุขภาพหรืออายุที่ยืนขึ้น

ทางด้านของ World Economic Forum จึงมองว่า การสร้าง Longevity Economy จำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินของประชาชน การปฏิรูประบบเกษียณ และการเพิ่มความรู้ด้านการวางแผนชีวิตระยะยาว เพราะการมีอายุยืนจะเป็นโอกาสได้ก็ต่อเมื่อผู้คนมีทั้งสุขภาพที่ดีและเงินเพียงพอสำหรับชีวิตที่ยาวขึ้น ไม่อย่างงั้น อายุที่เพิ่มขึ้นอาจกลับกลายเป็นช่วงเวลาของความเปราะบางทางเศรษฐกิจแทนได้

โดยในภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นอีกอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนจากการสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ไปสู่การออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการใช้ชีวิตหลายช่วงวัย ตลาดจึงเริ่มเห็นทั้ง Independent Living สำหรับผู้ที่ยังดูแลตัวเองได้ Assisted Living สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือบางส่วน และ Nursing Care สำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ควบคู่กับเทคโนโลยี Smart Home ระบบตรวจจับการล้ม การติดตามสุขภาพ และพื้นที่ส่วนกลางที่ช่วยลดความโดดเดี่ยว

ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น ที่เห็นชัดเจนที่สุด ที่เมื่อประชากรอายุเกิน 65 ปี มีจำนวนมากกว่า 36 ล้านคน ความต้องการด้านสุขภาพ การพยาบาล ที่อยู่อาศัย และบริการในชีวิตประจำวันจึงผลักดันให้เกิดการลงทุนในหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ ระบบปัญญาประดิษฐ์ และบริการที่ช่วยให้คนสามารถอาศัยอยู่ในบ้านของตนเองได้นานขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า สังคมสูงวัยไม่ได้นำมาซึ่งต้นทุนเพียงด้านเดียว แต่สามารถสร้างนวัตกรรม การจ้างงาน และตลาดใหม่ได้ หากภาคธุรกิจมองเห็นความต้องการที่เปลี่ยนไป

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคสูงวัยในอนาคตจะไม่ได้เป็นตลาดที่มีพฤติกรรมเหมือนกันทั้งหมด บางคนมีทรัพย์สินสูงและต้องการบริการสุขภาพระดับพรีเมียม บางคนยังทำงานและมองหาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยี การท่องเที่ยว หรือการเรียนรู้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้และต้องการบริการที่เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ธุรกิจจึงไม่สามารถออกแบบตลาดผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเดียว แต่ต้องแบ่งตามสุขภาพ รายได้ รูปแบบครอบครัว และระดับการพึ่งพิงมากกว่าแบ่งตามอายุเพียงอย่างเดียว

จากทั้งหมดนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญของ Longevity Economy จึงอยู่ที่การเลิกมองผู้สูงอายุในฐานะผู้รับสวัสดิการเพียงฝ่ายเดียว และเริ่มมองคนที่มีอายุยืนขึ้นในฐานะแรงงาน ผู้บริโภค นักลงทุน ผู้ประกอบการ และเจ้าของประสบการณ์ที่ยังสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจได้ การลงทุนเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีจึงไม่ใช่เพียงรายจ่ายด้านสังคม แต่เป็นการรักษาศักยภาพการผลิตและกำลังซื้อของประเทศในระยะยาว โดยทาง McKinsey ประเมินในกรณีศึกษาจากสหรัฐว่า การลงทุน 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีในมาตรการส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี อาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสุขภาพรวมได้ประมาณถึง 3 ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับประเทศไทย ความท้าทายคือประเทศของเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมอายุยืนในช่วงที่รายได้ต่อหัว ระบบบำนาญ และการเข้าถึงบริการดูแลระยะยาวยังมีข้อจำกัด ขณะที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง คนโสดเพิ่มขึ้น และจำนวนบุตรที่สามารถทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่ลดลง หากยังใช้แนวคิดเดิมที่ฝากภาระการดูแลไว้กับครอบครัวเป็นหลัก ต้นทุนจำนวนมากอาจย้อนกลับไปกระทบแรงงานวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักต้องออกจากงานหรือลดเวลาทำงานเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว

ดังนั้น การเตรียมรับ Longevity Economy จึงต้องไปไกลกว่าการเพิ่มเบี้ยยังชีพหรือสร้างโรงพยาบาลให้เพียงพอ แต่ต้องเชื่อมโยง นโยบายสุขภาพ การออม การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย เมือง และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจพัฒนาบริการที่ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระได้นานที่สุด เพราะในวันที่การมีอายุยืนกำลังกลายเป็นเรื่องปกติ ประเทศที่ได้ประโยชน์จาก Mega Trend นี้มากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่มีประชากรสูงวัยน้อยที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนจำนวนปีของชีวิตที่เพิ่มขึ้น ให้กลายเป็นจำนวนปีของสุขภาพ การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Longevity Economy จึงไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจสำหรับคนแก่ แต่คือการออกแบบเศรษฐกิจใหม่สำหรับมนุษย์ที่มีชีวิตยาวขึ้น และนี่อาจเป็นกติกาข้อใหม่ที่ทุกธุรกิจต้องเริ่มทำความเข้าใจ ก่อนที่โครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถของเศรษฐกิจในการปรับตัว

LastUpdate 26/07/2569 21:20:41 โดย : Admin
26-07-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 26, 2026, 9:37 pm