เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "ตลาดรถในประเทศ 2026 คาดแตะ 6.75 แสนคัน โต 8.7% BEV แม้มีส่วนแบ่ง 31% แต่ยังนำเข้าเกินครึ่ง"


• ปี 2026 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดยอดขายรถยนต์ในประเทศทำได้ 675,000 คัน ขยายตัว 8.7% จากปีก่อนที่ทำยอดขายได้ 621,166 คัน โดยมีกลุ่มรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์เป็นกลุ่มที่ช่วยดันยอดขายโดยรวมให้เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2026 นี้ คาดว่ารถยนต์กลุ่มนี้จะทำยอดขายได้ประมาณ 475,000 คัน ขยายตัว 17% จากปีก่อน อาศัยปัจจัยบวกหลักจากยอดขายรถยนต์กลุ่ม BEV ที่มีทิศทางเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปี 2026 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 71% ไปแตะที่ 210,000 คัน จากผลของทั้งยอดส่งมอบรถยนต์ BEV ภายใต้มาตรการ EV3.0 ที่ล้นมาจากปีที่แล้วและมาเร่งส่งมอบในช่วงมกราคมปีนี้ สงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันแล้วเร่งให้ผู้บริโภคหันหารถยนต์ BEV มากขึ้น และการแข่งขันในตลาดรถยนต์กลุ่มนี้ที่ยังคงเข้มข้นต่อเนื่อง ซึ่งทิศทางดังกล่าวสวนทางกับรถเพื่อการพาณิชย์นำโดยปิกอัพที่ปี 2026 นี้คาดทำได้ 200,000 คัน หดตัว 7% จากปีก่อน จากผลของกำลังซื้อผู้บริโภคกลุ่มหลักที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะจากผู้ซื้อกลุ่มเกษตรกร และภาคธุรกิจ

• ด้วยทิศทางการเติบโตที่เร่งขึ้นของรถยนต์ BEV ซึ่งในปี 2026 คาดว่าจะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็น 31% จาก 20% ในปีก่อน ทำให้รถยนต์สัญชาติจีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่ขึ้นเป็น 32% ทั้งนี้เนื่องจากรถยนต์ BEV กว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน ส่งผลให้รถยนต์สัญชาติอื่นที่ทำตลาดเป็นหลักในไทยแต่เดิมมีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงอย่างรวดเร็วเหลือ 68% จาก 77% ในปีที่แล้ว โดยสาเหตุหลักมาจากรถยนต์ ICE ที่ค่ายรถกลุ่มนี้ยังทำตลาดอยู่ พบส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 55% เหลือ 39% ส่วนรถยนต์ HEV ที่มุ่งพัฒนาเพื่อทดแทนรถยนต์ ICE แม้จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มแต่ก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่ารถยนต์ BEV โดยปี 2026 นี้คาดว่ารถยนต์ HEV จะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นมาเป็น 27% จาก 22% ในปีที่แล้ว ซึ่งการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของส่วนแบ่งตลาดกลุ่มค่ายรถหลักเดิมที่มีการผลิตรถยนต์ในไทยสูงนี้ ย่อมกระทบกับภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยอย่างไม่อาจเลี่ยง

• โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรถยนต์ BEV ที่ขายได้เพิ่มขึ้นนั้นกลับพบว่าอาจมีเพียงแค่ 45% ของยอดขายที่เป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ในขณะที่อีก 55% ที่เหลือยังคงต้องนำเข้า ซึ่งค่ายรถที่ไม่เข้าร่วม EV 3.0 & 3.5 สามารถนำเข้า BEV ที่มีต้นทุนผลิตต่ำจากจีนโดยอาศัยภาษีนำเข้า 0% ผ่าน FTA ได้เลย ขณะที่การนำเข้าอีกส่วนมาจากค่ายรถที่แม้จะเข้าร่วม EV 3.0 & 3.5 แล้ว แต่ก็ยังต้องนำเข้ารถอีกหลายรุ่นมาแข่งขันทำตลาดในประเทศ เพราะการผลิตเพื่อให้คุ้มทุนในไทยอาจทำได้เพียงแค่บางรุ่น เนื่องจากตลาดรถยนต์ BEV ในไทยยังไม่ใหญ่มากพอ และต้นทุนในการผลิตในไทยก็ยังสูงกว่าในจีน

• จากปัญหาดังกล่าวการพิจารณาปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตของภาครัฐจึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสำคัญ เพื่อดึงดูดให้มีการผลิตรถยนต์มากขึ้นในไทย อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่อาจต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน คือ ความต่างของอัตราภาษีที่เหมาะสมระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า รวมถึงความสามารถที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทษเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง เมื่อในความเป็นจริงปัจจุบันพบว่าราคาขายรถยนต์ BEV ในจีนหลายรุ่นยังต่ำกว่าราคาขายในไทยถึงมากกว่า 20%

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ส.ค. 2569 เวลา : 14:08:38
18-08-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 18, 2026, 2:57 am