Krungthai CIO ประเมินตลาดการเงินโลกยังได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งและแรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดลง แม้ยังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสัญญาณการบริโภคชะลอตัว แนะใช้ Core Portfolio เป็นแกนหลักเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน รวมถึงให้ความสำคัญกับตลาดที่มีกำไรที่แข็งแกร่งรองรับอย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคโนโลยี พร้อมกระจายการลงทุนสู่ China A-shares และถือทองคำเพื่อบริหารความเสี่ยง
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 17-21 สิงหาคม 2569 ว่า ภาพรวมตลาดยังสนับสนุนกลยุทธ์ Stay Invested และเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่อง หลังผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ไตรมาสล่าสุดแข็งแกร่ง โดยราว 85% มีกำไรสูงกว่าคาด และการเติบโตเริ่มกระจายจากกลุ่มขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มอื่นมากขึ้น ขณะที่ AI เริ่มสร้างรายได้ครอบคลุมทั้งธุรกิจ Cloud, Enterprise Workload และ Software ช่วยลดความกังวลว่า ตลาดจะพึ่งพาการปรับขึ้นของระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ แรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เริ่มลดลง หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมชะลอตัว โดย Headline CPI อยู่ที่ +3.4% YoY และ Headline PPI อยู่ที่ +4.7% YoY ส่งผลให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยลดลง แต่ตลาดยังกังวลต่อการบริโภค หลังยอดค้าปลีกเดือน ก.ค. หดตัว -0.6% MoM ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้นสู่ 4.69% จากแรงกดดันด้านปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลและความเสี่ยงทางการคลัง ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นราว 5.9% จากความเสี่ยงด้านอุปทานบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
Krungthai CIO แนะบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย โดยคง Core Portfolio เป็นแกนหลัก เพื่อรักษาโอกาสในการลงทุนตามแนวโน้มขาขึ้นของตลาด ส่วน Satellite Portfolio ยังแนะนำหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่ได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และซอฟต์แวร์ ขณะที่ China A-shares เป็นโอกาสลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายอุตสาหกรรม ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดน้ำหนักสู่ Neutral จากเดิม Slightly Overweight เน้นถือสถานะเดิม หลังดัชนี TOPIX มีโอกาสปรับขึ้นจำกัดและเผชิญความผันผวนที่มากขึ้นจากสถานะการเก็งกำไร Yen Carry Trade พร้อมแนะถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานการประชุม Fed (FOMC Minutes) ในวันที่ 19 ส.ค.นี้ และตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ของไทยและญี่ปุ่น รวมถึงเงินเฟ้อของยูโรโซนและอังกฤษ ก่อนติดตามผลประกอบการ NVIDIA และการประชุม Jackson Hole ช่วงปลายเดือน เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มตลาดสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป
ข่าวเด่น