สทนช. บูรณาการทุกหน่วยงานติดตามอุทกภัยลุ่มน้ำน่านอย่างใกล้ชิด เร่งระบายน้ำและฟื้นฟูสถานการณ์ พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังคงต้องรับมือฝนสะสม หลังคาดฝนจะกลับมาตกหนักอีกครั้งช่วงวันที่ 23-24 ส.ค.นี้
วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำน่าน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของ จ.น่าน มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักลดต่ำลงจนกลับเข้าสู่ตลิ่งแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าดำเนินการฟื้นฟู ทั้งการทำความสะอาดบ้านเรือนและพื้นที่สาธารณะ การซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนการฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามคาดการณ์สภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำยังคงส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกมากบางแห่ง โดยคาดว่าในช่วงวันที่ 23-24 ส.ค.นี้ จะมีกลุ่มฝนระลอกใหม่ตกซ้ำในพื้นที่เดิมของลุ่มน้ำน่านตอนบน โดยเฉพาะ จ.น่าน ที่ อ.ปัว อ.ท่าวังผา อ.ทุ่งช้าง อ.เชียงกลาง อ.เวียงสา อ.แม่จริม อ.สันติสุข อ.บ่อเกลือ และ อ.เฉลิมพระเกียรติ ที่ต้องเฝ้าระวังปริมาณฝนที่ตกสะสมและฝนตกหนักซ้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา นอกจากนี้ คาดว่าจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอีกในช่วงวันที่ 29 ส.ค.–1 ก.ย. 69 ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่ง สทนช. ได้ประสานให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
สำหรับกระบวนการแจ้งเตือนภัย ได้มีการกำหนดแนวทางการแจ้งเตือนผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ของกรมทรัพยากรน้ำ โดยจากการเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ อ.ปัว อ.ท่าวังผา และ อ.สันติสุข จ.น่าน ที่ผ่านมา ได้ตรวจพบและได้มีการแจ้งเตือนภัยทั้งระดับเฝ้าระวัง ระดับเตรียมพร้อมและระดับวิกฤต ในช่วงวันที่ 18-21 ส.ค. 69 รวมทั้งสิ้น 110 ครั้ง ควบคู่กับการแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ด้วย ทั้งนี้ สทนช. ได้เน้นย้ำหน่วยงานที่มีระบบการแจ้งเตือนภัย ขอให้ดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ ตลอดจนเพิ่มช่องทางการแจ้งเตือนให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หอเตือนภัย และเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการแจ้งเตือนได้สะดวกรวดเร็วและทันท่วงที นอกจากนี้ยังได้กำชับให้หน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ร่วมเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทันทีที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศแจ้งเตือนสภาพอากาศ ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับจังหวัด เร่งประสานส่งต่อข้อมูลไปยังนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนโดยเร็ว เพื่อนำข้อมูลไปแจ้งเตือนล่วงหน้าแก่ประชาชน ให้มีเวลาเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์และปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าวเด่น