เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
เมื่อกำแพงภาษีสูงขึ้น โลกจึงหันมาเปิดประตูการค้าใหม่


• Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ ไม่ได้เพิ่มต้นทุนการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้การกระจายตลาดและลดการพึ่งพาคู่ค้ารายใดรายหนึ่งมีความสำคัญมากขึ้น
 
• FTA มีบทบาทมากกว่าการลดภาษี เพราะถูกใช้เพื่อเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยง ดึงดูดการลงทุน และสร้างทางเลือกให้กับห่วงโซ่อุปทาน
 
• ปัจจุบันฐานข้อมูล WTO มี Regional Trade Agreements (RTAs) ที่แจ้งและมีผลบังคับใช้ 387 ฉบับ ขณะที่หลายดีลสำคัญมีความคืบหน้าในช่วงปี 2025–2026
 
• อินเดีย เวียดนาม สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร เป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจที่เดินหน้าขยายเครือข่ายการค้ากับหลายภูมิภาค
 
• สำหรับไทย การมี FTA ครอบคลุมตลาดสำคัญมากขึ้นจะช่วยให้ผู้ส่งออกมีทางเลือก และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

หลายคนอาจคิดว่า เมื่อประเทศมหาอำนาจขึ้นภาษีนำเข้า สิ่งที่จะตามมาคือ “สงครามการค้า” ที่แต่ละประเทศตอบโต้กันด้วยกำแพงภาษีที่สูงขึ้น
 
แต่หลังสหรัฐฯ ประกาศ Reciprocal Tariff ในเดือนเมษายน 2025 อีกความเคลื่อนไหวหนึ่งกลับน่าสนใจไม่แพ้กัน หลายประเทศไม่ได้มุ่งตอบโต้ด้วยภาษีเพียงอย่างเดียว แต่หันมาเร่งสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่น ตั้งแต่การรื้อฟื้นการเจรจาที่หยุดชะงัก การปิดดีลที่ค้างมานาน ไปจนถึงการมองหาตลาดใหม่
 
เมื่อประตูบานหนึ่งเข้าถึงยากขึ้น การมีประตูหลายบานก็ยิ่งมีค่า
 
โลกกำลังเข้าสู่ยุค "กระจายความเสี่ยง"
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Diversification หรือ “การกระจายความเสี่ยง” กลายเป็นโจทย์สำคัญของทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจ เพราะความเสี่ยงทางการค้าไม่ได้มาจากภาษีเพียงด้านเดียว แต่ยังรวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การควบคุมเทคโนโลยี ความมั่นคงด้านพลังงาน และ Supply Chain ที่สามารถหยุดชะงักได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
 
การกระจายความเสี่ยงจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการหาตลาดส่งออกใหม่ แต่ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งนำเข้าวัตถุดิบ ฐานการผลิต การลงทุน ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายคู่ค้าทางเศรษฐกิจให้หลากหลายขึ้น แนวคิดเดียวกันนี้อยู่เบื้องหลังกระแส China+1, Friend-shoring และ Supply Chain Diversification ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
 
FTA จึงมีคุณค่ามากกว่าการลดภาษีสินค้า เพราะความตกลงสมัยใหม่ครอบคลุมตั้งแต่บริการ การลงทุน กฎถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐาน ไปจนถึงเศรษฐกิจดิจิทัล การมี FTA กับตลาดสำคัญจึงเท่ากับเพิ่ม “ทางเลือก” ให้ธุรกิจ ทั้งในการขายสินค้า จัดหาวัตถุดิบ ลงทุน และจัดวาง Supply Chain ใหม่เมื่อเงื่อนไขทางการค้าเปลี่ยนไป
 
การค้าโลกไม่ได้หยุด แต่กำลัง "ปรับตัว"
ข้อมูลขององค์การการค้าโลก (WTO) ช่วยให้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น ปัจจุบันฐานข้อมูล WTO มี Regional Trade Agreements หรือ RTAs ที่แจ้งและมีผลบังคับใช้อยู่ 387 ฉบับ ขณะที่หลายประเทศยังเดินหน้าเจรจาความตกลงใหม่อย่างต่อเนื่อง
 
แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังกลับไปสู่ยุคเปิดเสรีเหมือนในอดีต เพราะในอีกด้านหนึ่ง มาตรการกีดกันทางการค้า การอุดหนุนอุตสาหกรรม และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีก็กำลังเพิ่มขึ้นเช่นกัน สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นโลกการค้าที่ “เปิด” และ “ปิด” พร้อมกัน บางประเทศสร้างกำแพงกับคู่ค้าบางกลุ่ม ขณะเดียวกันก็เปิดตลาดให้กับอีกกลุ่มมากขึ้น
 
โครงสร้างการค้าโลกจึงเริ่มมีลักษณะคล้าย Network of Trade Agreements มากขึ้น ประเทศที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจำนวนมากย่อมมีตลาดและคู่ค้าให้เลือกมากกว่า ขณะที่ประเทศที่อยู่นอกเครือข่ายอาจต้องเผชิญต้นทุนหรือข้อเสียเปรียบในการเข้าถึงตลาดเพิ่มขึ้น
 
หลายดีลที่ใช้เวลาหลายปี กำลังเดินถึงเส้นชัย
หนึ่งในประเทศที่น่าจับตามากที่สุดคือ อินเดีย ซึ่งในอดีตค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการเปิดตลาด และถึงขั้นตัดสินใจไม่เข้าร่วม RCEP แต่ในช่วงปี 2025–2026 อินเดียกลับเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าอย่างรวดเร็ว เดือนกรกฎาคม 2025 อินเดียลงนามความตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักร ก่อนสรุปการเจรจากับนิวซีแลนด์ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน และกับสหภาพยุโรปในเดือนมกราคม 2026 จากนั้นจึงลงนาม FTA กับนิวซีแลนด์ในเดือนเมษายน 2026
 
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้น่าสนใจตรงที่ อินเดียไม่ได้เพียงเปิดตลาดเพิ่ม แต่กำลังเชื่อมตัวเองเข้ากับเศรษฐกิจสำคัญหลายภูมิภาค ตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเอเชียแปซิฟิก ช่วยเพิ่มตลาดให้ผู้ส่งออก ขณะเดียวกันก็เพิ่มทางเลือกด้านการลงทุน เทคโนโลยี และ Supply Chain ให้กับเศรษฐกิจอินเดีย
เวียดนามกำลังเดินในทิศทางคล้ายกัน แม้จะมีเครือข่าย FTA ค่อนข้างกว้างอยู่แล้ว ทั้ง CPTPP, RCEP และ EVFTA แต่ยังเดินหน้าขยายตลาดเพิ่มเติม โดยเดือนกรกฎาคม 2026 เวียดนามและ EFTA ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ สามารถสรุปการเจรจา FTA ได้หลังใช้เวลาเจรจาราว 14 ปี ขณะเดียวกัน เวียดนามยังต้องบริหารความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญที่สุดของประเทศ
 
สหภาพยุโรป ก็เดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าในหลายทิศทาง EU และ Mercosur ลงนามความตกลงในเดือนมกราคม 2026 หลังใช้เวลาเจรจากันมากกว่า 25 ปี ก่อนเริ่มใช้ Interim Trade Agreement เป็นการชั่วคราวในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ความตกลงกับเม็กซิโกได้รับการยกระดับ และการเจรจากับออสเตรเลียที่เคยหยุดชะงักก็กลับมาจนสามารถสรุปการเจรจาได้ในเดือนมีนาคม 2026
 
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่า Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ เป็นสาเหตุโดยตรงของ FTA เหล่านี้ เพราะหลายความตกลงเริ่มเจรจากันมานานหลายปีก่อนมาตรการภาษีรอบล่าสุด แต่ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นกำลังทำให้ ต้นทุนของการพึ่งพาตลาดไม่กี่แห่งสูงขึ้น และคุณค่าของการมีคู่ค้าหลายกลุ่มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
 
ภูมิรัฐศาสตร์ก็มีส่วนเร่งการสร้างเครือข่ายใหม่
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เรื่องการค้าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร วัตถุดิบสำคัญ และเทคโนโลยีมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือสหราชอาณาจักรและ Gulf Cooperation Council (GCC) ซึ่งสรุปการเจรจา FTA ได้ในเดือนพฤษภาคม 2026 หลังเริ่มเจรจากันตั้งแต่ปี 2022 ความตกลงนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะเรื่องการลดภาษี แต่ยังช่วยขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานและเงินทุน
 
ไทยอยู่ตรงไหนของคลื่น FTA รอบใหม่
สำหรับไทย เรื่องนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ของประเทศ เมื่อการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น สินค้าหลายกลุ่มจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยางล้อ อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตร ไปจนถึงธุรกิจที่อยู่ใน Supply Chain ของผู้ส่งออกเหล่านี้
 
ไทยมีฐานจากเครือข่าย FTA ที่สร้างมานาน ทั้งอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ RCEP ขณะเดียวกันก็มีความตกลงใหม่และการเจรจากับคู่ค้าหลายกลุ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าถึงตลาดที่ยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะยุโรป ตะวันออกกลาง และตลาดเกิดใหม่
แต่การแข่งขันรอบใหม่ไม่ได้อยู่ที่ “มี FTA กี่ฉบับ” เพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ FTA เหล่านั้นครอบคลุมตลาดที่ไทยต้องการหรือไม่ และภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงมากเพียงใด หากภาษีเป็นศูนย์แต่สินค้าไทยไม่ผ่านมาตรฐาน หรือ Rules of Origin ไม่สอดคล้องกับ Supply Chain ประโยชน์ของ FTA ก็อาจเกิดขึ้นไม่เต็มที่
 
ไทยต้องมีมากกว่าประตูบานเดียว
มาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ ทำให้ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเห็นชัดขึ้น ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าของ FTA หลายฉบับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า หลายประเทศกำลังพยายามเพิ่มตลาดและพันธมิตรทางเศรษฐกิจให้หลากหลายกว่าเดิม
 
สำหรับไทย การเร่งขยายเครือข่าย FTA และเปิดตลาดใหม่จึงมีความสำคัญ แต่จำนวนความตกลงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกันคือการทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากตลาดที่เปิดขึ้นได้จริง ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานสินค้า การใช้สิทธิทางภาษี การปฏิบัติตาม Rules of Origin ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับคู่ค้าในตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 ก.ย. 2569 เวลา : 19:16:45
17-09-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 17, 2026, 3:46 am