
เนื่องในโอกาสวันหัวใจโลก กลุ่มทิสโก้ร่วมสนับสนุนนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หวังช่วยผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ด้านแพทย์รามาธิบดีเผย โรคหัวใจไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ ปัจจัยเสี่ยงจากความดันโลหิตสูง ไขมัน เบาหวาน โรคอ้วน และการสูบบุหรี่ อาจทำให้เกิดโรคก่อนวัย พร้อมแนะใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์สวมใส่เป็นตัวช่วยเฝ้าระวังเบื้องต้น แต่ไม่ควรใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์
เนื่องในโอกาส วันหัวใจโลก กลุ่มทิสโก้ร่วมสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาโรคหัวใจผ่านการส่งมอบเงินเข้ากองทุนหน่วยโรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยล่าสุดได้ส่งมอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท (2568 - 2569) โดยเป็นการสนับสนุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด พร้อมสนับสนุนให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี (Well-being) ทั้งด้านการเงินและสุขภาพ
โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร รองคณบดีฝ่ายสนับสนุนพันธกิจและสื่อสารองค์กร และอาจารย์สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (ที่สามจากซ้าย) และนพ. แมน จันทวิมล สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (ที่สองจากซ้าย) ร่วมรับมอบ ณ อาคารสิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
โรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร กล่าวว่า เนื่องในวันหัวใจโลกขอเชิญชวนคนไทยตระหนักถึงภัยจากโรคหัวใจ ซึ่งยังคงเป็นโรคสำคัญที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตของประชากรวัยผู้ใหญ่ พร้อมย้ำว่าโรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แม้ในอดีตคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโรคหัวใจเป็นโรคของผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงโรคหัวใจสามารถพบได้ในคนทุกช่วงวัย ขณะเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคอ้วน และการสูบบุหรี่ ล้วนมีส่วนทำให้โรคหัวใจเกิดขึ้นก่อนวัยอันควร
“โรคหัวใจเป็นโรคร้ายแรงที่ส่งผลต่อชีวิตและสุขภาพ แต่หลายปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหัวใจเป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันหรือควบคุมได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ กล่าว
แข็งแรงและไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง
หลายคนอาจรู้สึกว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง เนื่องจากไม่มีอาการเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือความผิดปกติอื่น แต่โรคหัวใจและความเสื่อมของหลอดเลือดบางชนิดอาจค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยยังไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก
กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ผู้สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากพันธุกรรมอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคได้
การตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสมจึงไม่ควรรอให้เกิดอาการ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านร่วมกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล และวางแผนดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
เทคโนโลยีช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดอาการ
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดได้ละเอียดมากขึ้น ตั้งแต่การตรวจหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดในอวัยวะส่วนอื่น ตลอดจนการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และอัลตราซาวนด์
ตัวอย่างหนึ่งคือการตรวจปริมาณหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ หรือ Coronary Artery Calcium Score ซึ่งใช้ประกอบการประเมินภาวะหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงการตรวจหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ตลอดจนหลอดเลือดบริเวณแขนและขา ข้อมูลจากการตรวจเหล่านี้สามารถช่วยให้แพทย์ประเมินว่าหลอดเลือดเริ่มมีความเสื่อมหรือไม่ และนำไปใช้ประกอบการวางแผนป้องกันและรักษาได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีตรวจต้องพิจารณาตามอายุ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และดุลยพินิจของแพทย์ ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องได้รับการตรวจด้วยเทคโนโลยีทุกประเภท
AI ไม่ใช่คำตอบเดียว โมเดลประเมินความเสี่ยงที่มีอยู่ยังมีความสำคัญ
สำหรับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการคัดกรองและทำนายโรคหัวใจ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ มองว่า แม้ AI จะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่การประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจไม่จำเป็นต้องพึ่ง AI ในทุกกรณี
วงการแพทย์มีข้อมูลและแบบจำลองสำหรับประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจที่ใช้งานมาอย่างยาวนาน โดยแพทย์สามารถนำข้อมูลด้านอายุ เพศ ระดับความดันโลหิต ไขมันในเลือด โรคประจำตัว พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และปัจจัยอื่นมาประกอบการประเมินได้
หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง การเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับผู้ป่วย และการแปลผลโดยบุคลากรทางการแพทย์
Wearable ตัวช่วยดูแลหัวใจในชีวิตประจำวัน
อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ หรือ Wearable Device สามารถช่วยให้ประชาชนติดตามสุขภาพของตนเองได้สะดวกขึ้น เช่น การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การแจ้งเตือนเมื่อพบชีพจรที่อาจผิดปกติ การติดตามการนอนหลับ ตลอดจนข้อมูลที่อาจสะท้อนระดับความเครียดหรือการฟื้นตัวของร่างกาย
อุปกรณ์บางรุ่นยังสามารถบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบเบื้องต้น หรือ EKG/ECG เพื่อช่วยตรวจจับความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจได้อีกด้วย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ ย้ำว่า Wearable มีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือเฝ้าระวังและดูแลตนเองเบื้องต้น แต่ความสามารถของอุปกรณ์แต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นแตกต่างกัน ผู้ใช้งานควรศึกษาคุณสมบัติและข้อจำกัดให้ชัดเจน ที่สำคัญ ข้อมูลหรือการแจ้งเตือนจากอุปกรณ์ไม่ควรถูกนำมาใช้วินิจฉัยโรคด้วยตนเอง หากพบค่าผิดปกติบ่อยครั้งหรือมีอาการร่วม ควรนำข้อมูลไปปรึกษาแพทย์
Precision Medicine สู่การดูแลที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน
อีกหนึ่งแนวทางที่มีบทบาทมากขึ้นคือ Precision Medicine หรือการแพทย์แม่นยำ ซึ่งหมายถึงการออกแบบแนวทางรักษาให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย ที่ผ่านมา ยาส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถใช้ได้กับประชากรส่วนใหญ่ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนอาจตอบสนองต่อยาหรือวิธีรักษาแตกต่างกัน แพทย์จึงสามารถนำข้อมูลเฉพาะบุคคล เช่น โรคร่วม ลักษณะทางกายภาพ ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ พันธุกรรม หรือการตอบสนองต่อยา มาประกอบการปรับชุดยาและแนวทางรักษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะต้องผลิตยาใหม่เฉพาะสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่เป็นการเลือกและปรับการรักษาที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับความต้องการและความเสี่ยงของแต่ละบุคคลมากที่สุด
การรักษาก้าวหน้า แผลเล็กลงและฟื้นตัวเร็วขึ้น
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา การดูแลโรคหัวใจมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งด้านการวินิจฉัย การป้องกัน และการรักษา โดยเฉพาะเทคโนโลยีการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด ซึ่งมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น รวมถึงให้ผลการรักษาในระยะยาวที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการรักษาโรคลิ้นหัวใจผ่านสายสวน โดยแพทย์สามารถสอดอุปกรณ์ผ่านหลอดเลือดเพื่อซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจบางประเภทได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก การรักษาลักษณะนี้เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินจากทีมแพทย์เฉพาะทางก่อนว่ามีความเหมาะสมกับวิธีดังกล่าวหรือไม่
แนวโน้มสำคัญของการรักษาในปัจจุบันคือการทำหัตถการแบบแผลเล็ก หรือ Minimally Invasive Procedure รวมถึงการผ่าตัดผ่านกล้องและการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ซึ่งช่วยให้แพทย์ทำงานผ่านแผลที่มีขนาดเล็ก ลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อ และอาจช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมีต้นทุนสูง และต้องอาศัยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขณะที่ระยะเวลาพักฟื้นและการกลับบ้านของผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามชนิดของหัตถการ ภาวะสุขภาพ และการพิจารณาของแพทย์ผู้รักษา
โรคหัวใจอาจป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่ลดความเสี่ยงได้
เมื่อกล่าวถึงการป้องกันโรคหัวใจ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ ระบุว่า ไม่มีวิธีใดสามารถรับประกันได้ว่าจะป้องกันโรคหัวใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุและพันธุกรรม แต่ทุกคนสามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ให้เหลือน้อยที่สุด
พฤติกรรมสำคัญที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่
- ออกกำลังกายให้เหมาะกับวัยและสภาพร่างกาย
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- ลดอาหารเค็ม หวาน และอาหารที่มีไขมันสูง
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเพิ่มผักในแต่ละมื้อ
- งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ตรวจสุขภาพและติดตามค่าความดันโลหิต น้ำตาล และไขมันในเลือด
หากเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรพบแพทย์และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการไม่สูบบุหรี่ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากเป็นความเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
ชวนวัยทำงานมองสุขภาพเป็นการลงทุน
สำหรับคนวัยทำงานที่มักให้เหตุผลว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย หรือมีภาระงานจำนวนมาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ แนะนำให้เริ่มจากการสร้างแรงจูงใจและจัดลำดับความสำคัญของชีวิตใหม่
“การดูแลตัวเองเหมือนกับการเก็บเงิน เราทำงานเพื่อสร้างรายได้และทำให้องค์กร แต่การมีสุขภาพดีเปรียบเสมือนการมีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในอนาคต และทำให้เรามีช่วงชีวิตที่สุขภาพดีได้ยาวนานขึ้น”
คนวัยทำงานจึงควรถามตนเองว่า การอดนอน การละเลยการออกกำลังกาย หรือการทุ่มเทให้กับงานจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพนั้น คุ้มค่ากับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ เพราะแม้ความสำเร็จในการทำงานจะมีความสำคัญ แต่หากสุขภาพเสื่อมลง คุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ ก็อาจลดลงตามไปด้วย
“อย่ารอให้มีอาการจึงเริ่มดูแลหัวใจ”
ในช่วงท้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพ.ภาวิทย์ ฝากถึงประชาชนว่า ความรู้พื้นฐานในการดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
ผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามเนื้อหาสุขภาพจากช่องทางของ Rama Channel ขณะที่ผู้มีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หรือรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ไม่ควรรอให้หายเองหรือวินิจฉัยจากข้อมูลออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างเหมาะสม
“หากมีอาการแปลก ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่าอาการนั้นเกิดจากโรคหัวใจหรือไม่ ต้องให้แพทย์ช่วยตรวจและประเมิน สิ่งสำคัญที่สุดคือเริ่มดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่วันนี้”
เนื่องในวันหัวใจโลก การป้องกันโรคหัวใจจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ซับซ้อน แต่เริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม และไม่มองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย เพราะการดูแลหัวใจตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
ข่าวเด่น