เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Trump ดึงเงินลงทุนกลับสหรัฐฯ ได้จริงไหม?


 

• ปี 2025 New FDI ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 49.5% แตะ 232.2 พันล้านดอลลาร์ โดยภาค Manufacturing มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนใหม่ทั้งหมด
 
• เงินลงทุนราว 94% เป็นการซื้อกิจการเดิม ขณะที่ Greenfield Investment เพิ่มขึ้น 54.5% แต่มีสัดส่วนเพียง 6% ของทั้งหมด
 
• ภาษีนำเข้าอาจจูงใจให้บางบริษัทเข้ามาผลิตในสหรัฐฯ แต่ต้นทุนการนำเข้าและความไม่แน่นอนของนโยบายอาจทำให้บริษัทอื่นชะลอการลงทุน
 
• AI Boom และโครงการที่เริ่มวางแผนไว้ก่อนหน้านี้เป็นปัจจัยร่วมที่ต้องพิจารณา จึงยังแยกผลของนโยบาย Trump ต่อ FDI ได้ไม่ชัดเจน
 
• คำมั่นลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ครอบคลุมทั้งการลงทุน การจัดซื้อสินค้า และความร่วมมือระยะยาว ซึ่งต้องติดตามผลที่เกิดขึ้นจริงในอีกหลายปีข้างหน้า

หลังกลับมาเป็นประธานาธิบดีในเดือนมกราคม 2025 Donald Trump เดินหน้าผลักดันให้บริษัทต่างชาติขยายการลงทุนและย้ายฐานการผลิตเข้าสู่สหรัฐฯ โดยใช้ภาษีนำเข้าเป็นหนึ่งในเครื่องมือต่อรองกับประเทศคู่ค้า

ตลอดปีแรก ทำเนียบขาวประกาศข้อตกลงมูลค่ามหาศาล ทั้งกรอบการลงทุน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์จาก UAE กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์กับกาตาร์ และกรอบการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ 550 พันล้านดอลลาร์จากญี่ปุ่น ขณะที่ซาอุดีอาระเบียประกาศเพิ่มคำมั่นลงทุนเป็นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน 2025

 แต่ข้อตกลงเหล่านี้มีทั้งแผนลงทุนระยะยาว การจัดซื้อสินค้า และโครงการที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ หากต้องการประเมินว่าเงินลงทุนเข้าสหรัฐฯ แล้วมากเพียงใด จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง

ปีแรกของ Trump: New FDI เพิ่มขึ้นเกือบ 50%

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทาง FDI ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอยู่แล้ว แต่ก่อน Trump กลับมาดำรงตำแหน่ง เงินลงทุนโดยตรงใหม่จากต่างประเทศ หรือ New FDI ของสหรัฐฯ ลดลงจากกว่า 400 พันล้านดอลลาร์ในปี 2015 เหลือ 155.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024

ข้อมูลจาก U.S. Bureau of Economic Analysis (BEA) พบว่า ปี 2025 New FDI ฟื้นตัวมาอยู่ที่ 232.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 49.5% จากปีก่อน โดยประเทศที่ลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น 50.5 พันล้านดอลลาร์ เยอรมนี 26.7 พันล้านดอลลาร์ และแคนาดา 23.5 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม New FDI วัดเฉพาะการซื้อกิจการ การตั้งธุรกิจใหม่ และการขยายกิจการของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ FDI รวมครอบคลุมธุรกรรมประเภทอื่นด้วย การเพิ่มขึ้นของ New FDI จึงไม่ได้หมายความว่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทุกประเภทเติบโตในทิศทางเดียวกัน

เงินส่วนใหญ่ยังเป็นการซื้อกิจการเดิม

New FDI ทั้งหมดในปี 2025 เงินลงทุน 218.4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 94% เป็นการซื้อกิจการเดิม ส่วน Greenfield Investment มีมูลค่า 13.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 54.5% จากปีก่อน แบ่งเป็นการตั้งธุรกิจใหม่ 4.6 พันล้านดอลลาร์ และการขยายกิจการเดิม 9.2 พันล้านดอลลาร์ โดยเป็นการลงทุนในกลุ่ม Transportation & Warehousing, Computer & Electronics Manufacturing และ Chemicals Manufacturing

แม้ทั้งสองรูปแบบจะช่วยให้เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น แต่การซื้อกิจการเดิมกับการสร้างโรงงานใหม่มีผลต่อเศรษฐกิจแตกต่างกัน เพราะการซื้อกิจการอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนเจ้าของ ขณะที่การตั้งธุรกิจและขยายกิจการมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับตัวเลขการจ้างงาน 213,100 คนที่ BEA รายงาน ซึ่งรวมพนักงานเดิมในกิจการที่ถูกซื้อด้วย จึงไม่ได้หมายความว่าการลงทุนในปี 2025 สร้างงานใหม่ทั้งหมด 213,100 ตำแหน่ง

Manufacturing กลับมาเป็นพระเอก

เงินลงทุนใหม่ในภาค Manufacturing เพิ่มจาก 67.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 121.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 คิดเป็น 52.5% ของ New FDI ทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2015-24 ที่ 43% ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล Trump ที่ต้องการขยายฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนใน Manufacturing ยังรวมการซื้อกิจการเดิม การประเมินว่าการผลิตย้ายกลับสหรัฐฯ มากเพียงใด จึงต้องติดตามการก่อสร้างโรงงาน การเพิ่มกำลังการผลิต และการจ้างงานในระยะต่อไป

ภาษีอาจดึงดูดการลงทุน แต่ความไม่แน่นอนก็เพิ่มต้นทุนให้ธุรกิจได้

งานวิเคราะห์ของ Federal Reserve ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026 อธิบายว่า การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจจูงใจให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ต้องจ่ายเมื่อส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่พึ่งพาชิ้นส่วน เครื่องจักร และวัตถุดิบจากต่างประเทศอาจเผชิญต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระดับและระยะเวลาบังคับใช้ภาษีอาจทำให้บริษัทชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจน

พูดง่าย ๆ คือ ภาษีนำเข้าอาจดึงการลงทุนเข้าสหรัฐฯ ในบางอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็อาจทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นลดลง ผลสุทธิจึงขึ้นอยู่กับว่าบริษัทตอบสนองต่อต้นทุนและความไม่แน่นอนของนโยบายอย่างไร

AI Boom อีกปัจจัยสำคัญที่ดึงดูด FDI

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงขยายการลงทุนด้าน AI ตั้งแต่ Data Center และ Cloud Infrastructure ไปจนถึง Semiconductor ซึ่งสร้างความต้องการเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก

งานวิเคราะห์ของ Fed พบว่า มูลค่าการประกาศซื้อกิจการบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ โดยนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นแตะ 213 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยมีธุรกรรมขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นปัจจัยสำคัญ แม้จำนวนการประกาศซื้อกิจการและโครงการ Greenfield จะลดลงเล็กน้อยก็ตาม

การเติบโตของ AI จึงอาจมีส่วนสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังขยายกำลังประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

แต่เงินลงทุนบางส่วนยังมาจากโครงการที่วางแผนไว้ก่อน Trump กลับมาดำรงตำแหน่ง เช่น การเข้าซื้อ U.S. Steel โดย Nippon Steel มูลค่า 14.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งประกาศตั้งแต่ปี 2023 และเสร็จสิ้นในปี 2025 ทำให้การแยกผลของนโยบายรัฐบาลออกจากแนวโน้มการลงทุนเดิมทำได้ยาก

แล้วตัวเลขหลายล้านล้านดอลลาร์ล่ะ?

เมื่อกลับมาพิจารณาข้อตกลงที่ทำเนียบขาวประกาศ ตัวเลขหลายล้านล้านดอลลาร์จึงต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะเราต้องแยก “คำมั่น” ออกจาก “การลงทุนที่เกิดขึ้นจริง”

ตัวอย่างเช่น กรอบความร่วมมือกับกาตาร์มูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์รวมการจัดซื้อเครื่องบินและอุปกรณ์ทางทหาร ขณะที่กรอบการลงทุนของ UAE มีระยะเวลาถึง 10 ปี

การประเมินผลของข้อตกลงเหล่านี้จึงต้องติดตามความคืบหน้าเป็นรายโครงการ ทั้งเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การก่อสร้างโรงงาน และการจ้างงานใหม่ โดยเฉพาะโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์

สรุป: Trump ดึงเงินลงทุนกลับสหรัฐฯ ได้จริงไหม?

ข้อมูลปี 2025 ยืนยันว่า New FDI ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปีแรกของรัฐบาล Trump แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่านโยบายของรัฐบาลมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นดังกล่าวมากเพียงใด

ทั้งหมดสะท้อนว่า สหรัฐฯ ยังคงดึงดูดเงินลงทุนได้ดี แต่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นเกิดขึ้นพร้อมกับหลายปัจจัย ทั้งนโยบายภาษีของรัฐบาล Trump กระแส AI Boom และโครงการที่เริ่มวางแผนไว้ก่อนหน้านั้น จึงยังไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าแต่ละปัจจัยมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของ FDI มากเพียงใด

ดังนั้น หากจะเรียกว่า “Trump Effect” คงต้องรอดูว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เงินเหล่านั้นจะกลายเป็น โรงงานจริง การผลิตจริง และงานจริง ได้มากแค่ไหน? เพราะมูลค่าการลงทุนที่ประกาศอาจสร้างความคาดหวังได้ในวันนี้ แต่ผลต่อเศรษฐกิจจะปรากฏชัดเมื่อโครงการเหล่านั้นเริ่มดำเนินการจริง
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 01 ต.ค. 2569 เวลา : 19:28:31
02-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 2, 2026, 2:33 am