เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : จากน้ำท่วมสู่ต้นทุนเศรษฐกิจ เมื่อภัยพิบัติกระทบทั้งหนี้ กำลังซื้อ และการลงทุนของไทย


 

     by วิภาดา จิณณวาโส
 
สถานการณ์น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ได้จบลงเพียงบ้านเรือนหรือทรัพย์สินที่ถูกน้ำท่วม แต่สามารถส่งต่อแรงกระแทกไปยังระบบเศรษฐกิจเป็นทอด ๆ ตั้งแต่การเดินทาง การขนส่ง ร้านค้าปลีก ภาคบริการ ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงรายได้ของครัวเรือน ความสามารถในการชำระหนี้ และการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ

สถานการณ์ล่าสุดวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ยังไม่ได้คลี่คลายทั้งหมด โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยใน 27 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ครอบคลุม 154 อำเภอ 1,209 ตำบล และ 8,790 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 1,171,165 ครัวเรือน หรือ 3,262,676 คน ขณะที่ภาครัฐยังเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว ทำให้การประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งหมดในเวลานี้ยังเร็วเกินไป

ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินผลกระทบจากอุทกภัยในช่วง 5 วันแรกไว้ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP โดยมีกรอบประมาณการประมาณ 5,896 - 20,635 ล้านบาท ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบสุทธิเบื้องต้นไว้ราว 7,000 - 17,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.03 - 0.11% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 3 - 7 วัน แต่ทั้งสองชุดตัวเลขยังเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น เพราะหากน้ำท่วมยืดเยื้อและลุกลามไปยังภาคการผลิต ระบบขนส่ง หรือห่วงโซ่อุปทาน ความเสียหายก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้

จุดที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะสูญเสียไปกี่พันล้านบาท แต่คือ “ผลกระทบจะส่งต่อกันอย่างไร” เพราะน้ำท่วมสามารถทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักพร้อมกันหลายด้าน โดยเฉพาะภาคบริการ การขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีกและค้าส่ง รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก ขณะที่บางโครงการก่อสร้างต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ส่วนภาคการผลิตยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป เนื่องจากความเสียหายต่อฐานการผลิตในครั้งนี้ยังไม่อยู่ในระดับเดียวกับมหาอุทกภัยปี 2554

สำหรับ SME ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าตัวเลข GDP ที่เห็นในภาพรวม เพราะธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากมีเงินทุนหมุนเวียนจำกัด เมื่อร้านเปิดไม่ได้ การเดินทางติดขัด หรือสินค้าคงคลังเสียหาย รายได้จะหายไปทันที ขณะที่ค่าเช่า ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค และภาระหนี้เดิมยังคงเดินต่อ หากต้องนำเงินที่มีอยู่ไปซ่อมร้าน ซื้อสินค้าคงคลังใหม่ หรือฟื้นฟูกิจการ ก็ยิ่งทำให้สภาพคล่องตึงตัวขึ้น

ปัญหานี้เกิดขึ้นในช่วงที่ SME เองก็มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ระบุในการประเมินเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ว่า สินเชื่อ SME ยังหดตัว และต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อรวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่ม SME และครัวเรือนเปราะบางอยู่แล้ว เมื่อน้ำท่วมเข้ามาซ้ำเติม ธุรกิจที่เดิมมีสายป่านทางการเงินไม่มากจึงมีความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่องได้ง่ายกว่าเดิม

ธปท.จึงขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยได้รวบรวมมาตรการของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจไว้สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งมาตรการพักหนี้หรือลดภาระการชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่ต้องใช้เงินเพื่อฟื้นฟูกิจการ

สำหรับภาคครัวเรือน กลไกเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในรูปแบบของ “ค่าใช้จ่ายสองชั้น” ชั้นแรก คือ รายได้ที่อาจหายไปจากการเดินทางหรือการทำงานที่หยุดชะงัก ขณะที่ชั้นที่สอง คือ ค่าใช้จ่ายหลังน้ำลด ทั้งค่าซ่อมบ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทรัพย์สินที่เสียหาย หากครัวเรือนต้องนำเงินออมมาใช้หรือกู้เพิ่มเพื่อฟื้นฟู ความสามารถในการใช้จ่ายกับสินค้าและบริการอื่นก็อาจลดลงตามไปด้วย

สถานการณ์การลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือสะท้อนให้เห็นว่าความเสียหายระดับครัวเรือนกำลังทยอยถูกเปิดเผย โดยข้อมูลวันที่ 4 ตุลาคม มีผู้ลงทะเบียนขอเยียวยาผ่านระบบ “ทางรัฐ” แล้ว 851,547 ราย สูงสุดในกรุงเทพมหานคร 371,775 ราย ตามด้วยสมุทรปราการ 122,786 ราย และปทุมธานี 105,525 ราย ขณะที่การช่วยเหลือค่าซ่อมบ้านเบื้องต้นอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย โดยมีกรอบค่าซ่อมบ้านไม่เกิน 88,600 บาทต่อหลังตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ในมุมเศรษฐกิจ เงินที่ถูกใช้เพื่อซ่อมแซมหลังน้ำลดสามารถช่วยพยุงกิจกรรมบางส่วนได้ ทั้งการซื้อวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า การซ่อมรถ และบริการรับเหมาต่าง ๆ แต่ต้องแยกให้ออกว่าเงินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการฟื้นฟูและทดแทนความเสียหายเดิม ไม่ใช่การสร้างความมั่งคั่งใหม่ทั้งหมด ดังนั้น แม้ GDP อาจได้รับแรงพยุงจากกิจกรรมซ่อมสร้างหลังน้ำลด แต่ไม่ได้หมายความว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจะหายไป

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลข GDP เพียงตัวเดียวอาจไม่สามารถสะท้อน “ต้นทุน” ของน้ำท่วมที่ประชาชนและธุรกิจต้องแบกรับได้ทั้งหมด หากครัวเรือนนำเงินไปซ่อมบ้านแทนการใช้จ่ายด้านอื่น หรือ SME ต้องนำเงินทุนไปซื้อสต็อกใหม่แทนการลงทุนขยายกิจการ ผลกระทบจะปรากฏในรูปของกำลังซื้อและการลงทุนที่ถูกเบียดออกไป แม้กิจกรรมซ่อมแซมบางส่วนจะช่วยพยุง GDP ในช่วงหลังน้ำลดก็ตาม

อีกภาคส่วนที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การท่องเที่ยว แม้ในขณะนี้ผลกระทบต่อพื้นที่ท่องเที่ยวหลักยังไม่ถูกประเมินว่ารุนแรงในวงกว้าง แต่ความเสี่ยงสำคัญ คือ “ภาพจำ” หากภาพข่าวน้ำท่วมทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าใจว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยได้รับผลกระทบ การตัดสินใจเดินทางอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคมนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมดังกล่าว ภาครัฐยังยืนยันความพร้อมในการจัดงานและมีแผนฉุกเฉินรองรับสถานการณ์ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังพยายามสื่อสารให้ต่างประเทศเข้าใจว่าผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ เพราะหากสามารถรักษาความเชื่อมั่นของผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยวไว้ได้ ผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวก็มีโอกาสจำกัดอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ซึ่งทั้งหมดนี้ เมื่อเราเทียบกับมหาอุทกภัยปี 2554 สถานการณ์ครั้งนี้ยังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพราะปี 2554 น้ำท่วมเข้าไปกระทบพื้นที่อุตสาหกรรมและฐานการผลิตสำคัญ จนทำให้ห่วงโซ่อุปทานและการผลิตเพื่อส่งออกหยุดชะงักในวงกว้าง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเคยประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ที่ประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท ขณะที่การประเมินน้ำท่วมรอบนี้ยังอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาท จึงยังไม่ใช่ภาพซ้ำรอยปี 2554 ในแง่ผลกระทบต่อภาคการผลิต

แต่บทเรียนสำคัญจากปี 2554 คือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับว่า “น้ำไปถึงตรงไหน และอยู่นานแค่ไหน” หากสามารถป้องกันไม่ให้มวลน้ำกระทบศูนย์กลางการผลิต ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้ ความเสียหายก็อาจถูกจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง แต่หากน้ำท่วมยืดเยื้อและกระทบห่วงโซ่อุปทาน ความเสียหายจะขยายจากระดับครัวเรือนและร้านค้าไปสู่ระดับเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนสถานการณ์ล่าสุดนี้ ยิ่งทำให้ประเด็นนี้ต้องจับตา เพราะกรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยวันที่ 4 ตุลาคม 2569 คาดว่าฝนจะส่งผลต่อภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออกในระยะถัดไป และยังคาดว่าช่วงวันที่ 9 - 13 ตุลาคม 2569 ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมขังได้

ด้านภาครัฐจึงต้องรับมือทั้งโจทย์เฉพาะหน้าและการลดความเสี่ยงในระยะยาว โดยล่าสุดมีการจัดสรรงบกลางกว่า 4,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั่วประเทศ พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายในแต่ละพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในระยะยาว โดยใช้งบประมาณกว่า 160,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปี 2570 และใช้เวลาประมาณ 8 ปี โครงการมีเป้าหมายลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี ลดพื้นที่น้ำท่วมได้ราว 3.48 ล้านไร่ และเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในฤดูแล้งประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงสามารถใช้คลองเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรได้ด้วย

โครงการดังกล่าวสะท้อนว่าการบริหารจัดการน้ำกำลังกลายเป็นมากกว่านโยบายด้านภัยพิบัติ แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” เพราะความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน การตั้งโรงงาน การพัฒนาเมือง การเกษตร การท่องเที่ยว และต้นทุนของระบบขนส่ง หากพื้นที่เศรษฐกิจไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจะไม่ได้ตกอยู่กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จะกระจายไปยังครัวเรือนและภาคธุรกิจผ่านรายได้ที่หายไป สภาพคล่องที่ตึงตัว ต้นทุนการฟื้นฟู และความเสี่ยงในการลงทุน

ดังนั้น น้ำท่วมปี 2569 อาจยังไม่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจในระดับเดียวกับมหาอุทกภัยปี 2554 และตัวเลขผลกระทบต่อ GDP ในเบื้องต้นยังอยู่ในกรอบไม่ถึง 0.1% แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ไม่ควรที่จะถูกตีความว่า “ผลกระทบมีขนาดเล็ก” เพราะความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดจาก GDP เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อภาคครัวเรือนและ SME ต้องรับภาระทั้งรายได้ที่หายไป สินทรัพย์ที่เสียหาย และหนี้เดิมที่ยังต้องชำระ

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ไทยต้องรับมือจึงไม่ใช่แค่ “น้ำท่วมครั้งนี้เสียหายเท่าไร” แต่คือการลดต้นทุนของน้ำท่วมครั้งต่อไป เพราะเมื่อสภาพอากาศมีความผันผวนมากขึ้น ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ การเตรียมเงินทุนช่วยเหลือ การเข้าถึงสินเชื่อของ SME ระบบประกันภัย และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเมื่อถึงเวลาที่น้ำอาจจะลดลงในบางพื้นที่ แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจไม่ได้หายไปพร้อมกับระดับน้ำ และยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนจากความเสียหายเฉพาะหน้า ไปเป็นแรงกดดันต่อหนี้ กำลังซื้อ การลงทุน และความเชื่อมั่นของไทยก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 04 ต.ค. 2569 เวลา : 20:14:15
05-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 5, 2026, 5:54 am