การค้า-อุตสาหกรรม
รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ "ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวน จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน ท่ามกลางการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมัน"


 
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (2 - 8 ต.ค. 69)
 
ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากสหรัฐฯ เตรียมเสริมกำลังทหารและส่งสัญญาณอาจยกระดับปฏิบัติการต่ออิหร่าน ขณะที่ข้อเสนอหยุดยิงของอิหร่านถูกปฏิเสธ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน ด้านความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากรัสเซียเตือนพร้อมตอบโต้ทางทหารหากถูกโจมตีบริเวณแคว้นคาลินินกราด อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียที่เพิ่มขึ้น หลังจากการโจมตีโรงกลั่นจำกัดความสามารถในการแปรรูปน้ำมันดิบ นอกจากนี้ การส่งออกน้ำมันจากอ่าวอาหรับฟื้นตัวขึ้นจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้นซึ่งอาจช่วยบรรเทาความกังวลด้านอุปทานและลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ 
 
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
 
• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเครียด เนื่องจากสหรัฐฯ เตรียมส่งกำลังพลราว 9,000 นาย พร้อมกองเรือรบเพิ่มเติมเข้าประจำการในตะวันออกกลาง โดยการเสริมกำลังดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่า สหรัฐฯ อาจดำเนินการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมในอนาคต และอาจยกระดับปฏิบัติการทางทหารภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่จะจัดขึ้นในเดือน พ.ย. 69 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้อิหร่านได้เสนอข้อเสนอหยุดยิงระยะ 7 วันเมื่อปลายเดือน ก.ย. 69 ซึ่งอิหร่านเสนอเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและกลับเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ แลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเล แต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า มีข้อมูลเบื้องต้นที่อาจเชื่อมโยงอิหร่านกับกรณีนักบินผู้ช่วยของสายการบิน FlyDubai ที่พยายามก่อเหตุบนเที่ยวบินมุ่งหน้าสู่อิสราเอล พร้อมย้ำว่า หากพบหลักฐานยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าว สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออิหร่านอย่างรุนแรง
 
• สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เนื่องจากประธานาธิบดีรัสเซีย นายวลาดิเมียร์   ปูติน เตือนชาติตะวันตกไม่ให้ยกระดับความขัดแย้ง โดยระบุว่ารัสเซียพร้อมใช้อาวุธทุกประเภท รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ หากแคว้นคาลินินกราด (Kaliningrad) ของรัสเซียถูกโจมตี คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังนาโต้จัดการซ้อมรบใกล้แคว้นคาลินินกราดซึ่งรัสเซียมองว่าเป็นการยกระดับความตึงเครียด ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้รัสเซียได้เคยเตือนว่าจะตอบโต้ หากนาโต้พยายามปิดล้อมพื้นที่ดังกล่าวไม่ว่าจะทางอากาศหรือทางทะเล ในขณะที่ นาโต้ สหราชอาณาจักร และหลายประเทศในยุโรป อ้างว่ารัสเซียใช้สงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ผ่านการโจมตีทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม และการจารกรรม เพื่อบั่นทอนการสนับสนุนยูเครนของชาติตะวันตก อย่างไรก็ดี สงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 โดยรัสเซียยังคงเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในยูเครน ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว 
 
• ตลาดจับตาการส่งออกน้ำมันดิบจากรัสเซีย หลังจากการส่งออกน้ำมันดิบจากรัสเซียในเดือน ก.ย. 69 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลติดตามการขนส่งของ Bloomberg ระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียเฉลี่ยในเดือน ก.ย. 69 สิ้นสุด ณ วันที่ 27 ก.ย. 69 อยู่ที่ 3.71 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 69 และเพิ่มขึ้นเป็น 3.99 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในสัปดาห์ล่าสุด อย่างไรก็ดี แม้การโจมตีโรงกลั่นด้วยโดรนของยูเครนในเดือน ก.ย. 69 จะปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน แต่ความถี่ของการโจมตียังคงสูงกว่าความสามารถในการซ่อมแซมความเสียหาย ส่งผลให้รัสเซียปรับเพิ่มการส่งออกน้ำมันดิบแทน
 
• ธนาคาร Goldman Sachs ประเมินว่าการส่งออกน้ำมันจากอ่าวอาหรับ ซึ่งรวมถึงการส่งออกผ่านเรือที่ปิดสัญญาณติดตามตำแหน่ง (Dark Exports) ฟื้นตัวสู่ระดับ 23.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือน ก.ย. 69 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขนถ่ายน้ำมันระหว่างเรือ (Ship-to-Ship Transfer) ทั้งนี้ การส่งออกน้ำมันดิบคิดเป็นเกือบ 90% ของการฟื้นตัวดังกล่าว โดยอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน
 
สถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 ก.ย. – 1 ต.ค. 69)
 
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 3.95 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 91.54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.98 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 103.61 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังจากตัวเลขการส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือน ก.ย. 69 เพิ่มขึ้นราว 80% จากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับประมาณ   6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยรายเดือนในปี 2568 ทั้งนี้ การส่งออกยังคงดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันบางส่วนไปผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ปิดดำเนินการชั่วคราว ขณะที่ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่าน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ในสัปดาห์สิ้นสุด วันที่ 25 ก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 0.92 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 427.3 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.26 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังสหรัฐฯ ขยายมาตรการ Secondary Sanctions ต่อบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ขณะที่ อิหร่านขู่ตอบโต้ประเทศที่ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว นอกจากนี้ ตลาดยังคงกังวลต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 69 ระบุว่า เรือ 3 ลำ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันดิบ 1 ลำ ถูกโจมตีในพื้นที่ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดผ่อนคลายความกังวลต่อความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้ารวมมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 10 ม.ค. 70 เพื่อเปิดทางให้การเจรจาด้านเศรษฐกิจ การค้า และความร่วมมือในประเด็นอื่น ๆ ดำเนินต่อไปได้

 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 05 ต.ค. 2569 เวลา : 14:07:21
05-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 5, 2026, 4:28 pm