การค้า-อุตสาหกรรม
ศุลกากรลุยขยายผลอายัดตู้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 14 ตู้ จากกรณีระยอง - ปราจีนบุรี ย้ำชัดตู้ข่าว BAN ทั้ง 720 ตู้ ไร้เล็ดลอด พร้อมชงมาตรการเด็ดขาดคุมเข้มนำเข้าเศษโลหะ



ตามที่ปรากฏข่าวการเข้าตรวจสอบโรงงานลักลอบกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดปราจีนบุรี นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานเชิงรุกของกรมศุลกากร โดยยืนยันว่ากรมศุลกากรได้มีการบูรณาการร่วมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงใช้หลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มาใช้คัดกรองอย่างเข้มงวด พร้อมเดินหน้าสกัดกั้นและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่พบในพื้นที่ จ.ระยอง (นำเข้าจากราชอาณาจักรสเปน) และ จ.ปราจีนบุรี (นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา) ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง โดยสำแดงสินค้าเป็นเศษเหล็ก (MIXED METAL) พิกัดศุลกากร 7204.49.00 ทางกรมศุลกากรได้เร่งขยายผลจากข้อมูลบริษัทผู้นำเข้า และสั่งการให้อายัดตู้สินค้าต้องสงสัยเพิ่มเติมทันที รวม 14 ตู้ น้ำหนักรวม 323.307 ตัน (แบ่งเป็นการขยายผลจากกรณี จ.ระยอง 9 ตู้ น้ำหนัก 223.600 ตัน และ จากกรณี จ.ปราจีนบุรี 5 ตู้ น้ำหนัก 99.707 ตัน) เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับประเด็นข้อกังวลกรณีตู้สินค้าตามการข่าวจากเครือข่าย Basel Action Network (BAN) จำนวน 720 ตู้ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ยืนยันว่า ไม่มีการลักลอบนำตู้สินค้าที่อายัดไว้ออกจากท่าเรือแหลมฉบังแต่อย่างใด ทุกตู้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมศุลกากรอย่างใกล้ชิด โดยแบ่งเป็น ตู้ที่ไม่ได้เข้าประเทศไทย 440 ตู้, ตู้ที่ตรวจสอบแล้วไม่พบของเสียอันตราย 187 ตู้ และตู้ที่ตรวจพบความผิดเข้าข่ายของเสียอันตราย 89 ตู้ (ผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรแล้ว 75 ตู้, อยู่ระหว่างดำเนินคดี 14 ตู้) และอยู่ระหว่างอายัด 4 ตู้ ปัจจุบันจึงคงเหลือตู้สินค้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการรวมทั้งสิ้น 18 ตู้ ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ภายในท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้ตรวจสอบจับกุมสินค้าประเภทของเสียอันตรายรวม 209 ตู้ น้ำหนัก 4.6 ล้านกิโลกรัม และผลักดันกลับแล้ว 134 ตู้ น้ำหนัก 2.9 ล้านกิโลกรัม

ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ยอมรับว่า สถิติการนำเข้าเศษโลหะ (เศษเหล็ก เศษทองแดง และเศษอะลูมิเนียม) ในช่วงปีงบประมาณ 2567–2569 มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรวม 3 ปี สูงถึง 391,393 TEU (น้ำหนักกว่า 7.83 ล้านตัน มูลค่ากว่า 213,094 ล้านบาท) ด้วยข้อจำกัดของสินค้าที่มีความหนาแน่นสูงทำให้เครื่องเอกซเรย์มีข้อจำกัดในการจำแนกสิ่งปะปน ประกอบกับการเปิดตรวจทางกายภาพทุกตู้ต้องใช้ทรัพยากรและเครื่องจักรหนักจำนวนมาก กรมศุลกากรจึงนำหลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มาใช้คัดกรองอย่างเข้มงวด มุ่งเน้นตรวจสอบตู้สินค้าเสี่ยงสูงควบคู่กับการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรมีผลการจับกุมสินค้าประเภทของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งสิ้น 10.29 ล้านกิโลกรัม และได้ผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม พร้อมกันนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมหารือกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยกรมศุลกากรได้เสนอแนวทางป้องกันระยะยาว ได้แก่ การเสนอให้ห้ามนำเข้าเศษโลหะ เหมือนกับการห้ามนำเข้าเศษพลาสติก หรือกำหนดให้การนำเข้าต้องมีใบรับรองจากประเทศต้นทางว่าไม่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปน และในอนาคตอาจพิจารณาบูรณาการตรวจสอบที่โรงงานแทนการตรวจที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของประเทศ
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 14 ต.ค. 2569 เวลา : 20:26:16
15-10-2026
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 15, 2026, 12:41 am