
เมื่อคนไทยมีอายุยืนขึ้น จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลง กองทุนจึงต้องจ่ายบำนาญให้คนจำนวนมากขึ้นและนานขึ้น แต่จำนวนผู้ส่งเงินสมทบกลับมีแนวโน้มเติบโตช้าลง
งานศึกษาหลายฉบับเตือนว่า หากไม่มีการปรับระบบ เงินสำรองสำหรับจ่ายบำนาญชราภาพอาจหมดลงในช่วงที่คนวัยทำงานปัจจุบันทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ แล้วคน Gen Y และ Gen Z จะได้รับบำนาญตามที่คาดหวังไว้หรือไม่?
ทำไมเงินสมทบอาจไม่เพียงพอกับบำนาญที่ต้องจ่าย?
หลายคนอาจเข้าใจว่า เงินประกันสังคมที่ส่งทุกเดือนจะถูกเก็บสะสมไว้ในบัญชีของตัวเอง และเมื่อเกษียณก็จะทยอยได้รับเงินก้อนนั้นคืนมา แต่ระบบบำนาญประกันสังคมไม่ได้ทำงานแบบนั้น
เงินสมทบจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาลจะถูกรวมไว้ในกองทุน เพื่อนำไปจ่ายสิทธิประโยชน์และลงทุนสร้างผลตอบแทน โดยเงินที่คนทำงานส่งเข้าระบบในปัจจุบันมีส่วนช่วยจ่ายบำนาญให้ผู้เกษียณด้วย ตามแนวคิด Pay-as-you-go (PAYG) ขณะที่กองทุนไทยยังมีเงินสำรองสะสมและผลตอบแทนจากการลงทุนช่วยรองรับรายจ่ายในอนาคต
ปัญหาคือ เงินที่ต้องจ่ายให้ผู้เกษียณในอนาคตอาจมากกว่าเงินที่จัดเก็บและผลตอบแทนจากการลงทุน โดยมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการ
1. อัตราเงินสมทบค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภาระในอนาคต งานศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2564 ประเมินว่า ภายใต้กติกาเดิม อัตราเงินสมทบสำหรับกองทุนส่วนสงเคราะห์บุตรและชราภาพที่จัดเก็บรวมกัน 7% ของค่าจ้าง ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ย 13.57% ที่จำเป็นต่อการรองรับภาระตลอดช่วงเวลาที่ประเมิน
2. อายุเริ่มรับบำนาญค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอายุขัยที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนสามารถเริ่มรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี หากมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข ขณะที่งานศึกษาของ ธปท. ในปี 2564 คาดว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยจะเพิ่มจากประมาณ 70 ปีในปี 2541 เป็น 87 ปีในช่วงท้ายของระยะประมาณการ ทำให้กองทุนต้องจ่ายบำนาญให้ผู้ประกันตนแต่ละรุ่นนานขึ้น
3. ระบบบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์ (Defined Benefit) คำนวณเงินบำนาญจากฐานค่าจ้างและระยะเวลาส่งเงินสมทบตามสูตรที่กำหนดไว้ โดยประกันสังคมไทยจ่ายบำนาญรายเดือนตลอดชีวิต ทำให้กองทุนต้องรับภาระเพิ่มขึ้นหากผู้รับบำนาญมีอายุยืนยาวกว่าที่คาด
คนรุ่นใหม่ลดลง แต่ผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น
ข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรตามทะเบียนประมาณ 65.81 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนราว 142,000 คน เมื่อแบ่งตามช่วงปีเกิด พบว่า
• Gen X มีจำนวนประมาณ 15.98 ล้านคน
• Gen Y 15.27 ล้านคน
• Gen Z 13.35 ล้านคน
• Baby Boomer 10.62 ล้านคน
• Gen Alpha 6.92 ล้านคน
ขณะที่ประมาณการของสภาพัฒน์ ระบุว่า ประชากรวัยแรงงานอายุ 15–59 ปีจะลดจาก 43.26 ล้านคนในปี 2563 เหลือ 36.50 ล้านคนในปี 2583 ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มจากประมาณ 12 ล้านคนเป็น 20.42 ล้านคน
นั่นหมายความว่า จากเดิมที่ไทยมีประชากรวัยแรงงานประมาณ 3.6 คนต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน ในอนาคตจะเหลือเพียง 1.8 คน
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบเติบโตช้าลง ขณะที่จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มภาระทางการเงินของกองทุนในระยะยาว
เมื่อเงินสมทบไม่พอจ่าย เงินสำรองจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?
ที่ผ่านมา มีงานศึกษาหลายฉบับประเมินความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม โดยใช้สมมติฐานเกี่ยวกับจำนวนผู้ประกันตน ค่าจ้าง อายุขัย อัตราเงินสมทบ และผลตอบแทนจากการลงทุน ผลการศึกษาที่สำคัญ ได้แก่
งานศึกษา วีณา (2541) กรณีเศรษฐกิจตกต่ำ ปีที่เริ่มใช้เงินสะสม (พ.ศ.) 2579 ปีที่เงินกองทุนหมดลง (พ.ศ.) 2586
งานศึกษา วีณา (2541) กรณีเศรษฐกิจรุ่งเรือง ปีที่เริ่มใช้เงินสะสม (พ.ศ.) 2599 ปีที่เงินกองทุนหมดลง (พ.ศ.) 2608
งานศึกษา กอบศักดิ์และอนรรฆ (2550) ปีที่เริ่มใช้เงินสะสม (พ.ศ.) 2570 ปีที่เงินกองทุนหมดลง (พ.ศ.) 2590
งานศึกษา นพดลและคณะ (2551) ปีที่เริ่มใช้เงินสะสม (พ.ศ.) 2575 ปีที่เงินกองทุนหมดลง (พ.ศ.) 2586
งานศึกษา เอื้อมพร (2554) ปีที่เริ่มใช้เงินสะสม (พ.ศ.) 2573 ปีที่เงินกองทุนหมดลง (พ.ศ.) 2582
ข่าวเด่น